กรรมเรื่องคู่

      ตามหัวข้อก็คือกรรมเกี่ยวกับเรื่องคู่ เพื่อให้เรามาทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องของความรัก เมื่อความรักนั้นที่มีทั้งความสุขและความทุกข์ระคนคลุกเคล้ากันไป มีสมหวังบ้างผิดหวังบ้างตราบเท่าที่เรายังตั้งความหวังเรื่องเหล่านี้อยู่ ว่าอยากจะให้เป็นอย่างใจของเราอย่างนั้นอย่างนี้ พอได้สมดังปรารถนาก็มีความสุข พอไม่สมอย่างใจที่เราต้องการก็ทุกข์ อันที่จริงทั้งเรื่องของความสุขและความทุกข์ของแต่ละคนที่จะต้องมาประสบพบเจอนั้นก็ล้วนเกิดจากกรรมหรือการกระทำที่ได้เคยทำมาในอดีตทั้งนั้น คือกรรมขาวให้ผลวิบากสุข กรรมดำให้ผลวิบากเป็นทุกข์ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีกรรมเป็นของของตน ทำกรรมเช่นใดไว้ก็ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเอง จะให้คนอื่นมารับผลแทนเราย่อมเป็นไปไม่ได้ กรรมนี้ยังเป็นปัจจัยในการเกิด หรือว่าเป็นต้นตอเป็นสาเหตุของความเป็นไปทั้งหลายที่เราต้องพานพบเจอ เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ พ่อแม่ พี่น้องเครือญาติ บุคคลที่ได้มาร่วมคบหาสมาคมกันล้วนแล้วแต่กรรมนั่นแหละจัดสรรนำมา มีอุปการะช่วยเหลือกันบ้าง เบียดเบียนกันบ้างก็เพราะกรรมที่เคยร่วมทำกันมา กุศลกรรมของเรานี้แหละที่จะเป็นที่พึ่งอาศัยของเราอย่างแท้จริงทั้งโลกนี้และโลกหน้า ส่วนอกุศลกรรมที่เราได้เคยทำไว้ก็รอโอกาสที่จะให้ผลเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจึงควรที่จะต้องคิดใคร่ครวญให้ดีก่อนว่าสิ่งเรากำลังจะทำอยู่นี้ประกอบด้วยกุศลหรืออกุศลอะไรอย่างไรแล้วจึงค่อยทำ นี้จึงจัดว่ามีสติปัญญา เพราะเราทำอะไรไว้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องเป็นผู้รับผลของการกระทำนั้นอย่างแน่นอน
      ทีนี้มาพูดถึง กรรมเรื่องคู่ ตามชื่อเรื่องของเรากัน ก่อนอื่นมารู้จักคำว่า กรรม กันก่อน กรรม  เป็นคำกลางๆ หมายถึงการกระทำ การกระทำทางกาย ก็เรียก กายกรรม การกระทำทางวาจา ก็เรียก วจีกรรม และการกระทำทางใจ เรียกว่า มโนกรรม ถ้าเป็นกรรมดีก็เรียกว่า กุศลกรรม หรือ บุญกรรม ถ้าเป็นกรรมชั่ว ก็เรียก อกุศลกรรม หรือบาปกรรม แต่ถ้าหากไม่ดีไม่ชั่วก็จัดเป็น อัพยากตกรรม ถ้าหากสนใจเรื่องหลักกรรมและการให้ผลตามหลักพุทธศาสนามากกว่านี้ลองค้นหาด้วยคำว่า กรรม ๑๒ ดูอีกทีนะครับ
      ถ้ามองในแง่ของกรรม คนที่มาเจอะเจอกันไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญ แต่เป็นเพราะกรรมนำมาเจอกันให้มาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อุปถัมภ์ค้ำจุนกัน หรือแม้แต่ชดใช้วิบากที่ไม่ดีต่อกัน เมื่อเจอกันดีๆ เกื้อกูลกันด้วยดี อยู่ในขอบเขตของทาน ศีล ภาวนา สายสัมพันธ์ตรงนี้ก็จะแน่นขึ้น เพราะหากมีกรรมดีๆ ที่ทำร่วมกันมากขึ้น ใจต่อใจก็จะรู้สึกสนิทสนมกันมากขึ้นเมื่ออยู่ใกล้กันนานๆ แต่หลายคนคบกันมาแต่ต้องมีอันที่จะต้องเลิกล้างกันไป ก็อาจจะเป็นเพราะคู่ที่เราคบหากันอยู่นั้นไม่เหมาะสมกันกับตน กรรมบางอย่างที่เคยทำร่วมกันมานั้นเพียงนำทั้งคู่ให้มาแค่รู้จักเจอกัน ชดใช้สิ่งที่ติดค้างกันไป เมื่อชดใช้กันเสร็จก็แยกทางกันไป ซึ่งอาจจะขาดกันไปเลย หรืออาจจะยังพบปะพูดคุยกันในฐานะใหม่ หลายๆคนคบกันแบบใกล้ชิดสนิทกันแบบเพื่อนๆ แต่เพราะได้เจอหน้าเจอตากันทุกวัน ได้คุย ได้พูดจา หยอกล้อกันทุกวัน ความสนิทสัมพันธ์ใกล้ชิดกันก็อาจจะทำให้คิดว่าเป็นคู่รักกันคู่ที่เหมาะสมกันก็ได้กรรมนำมาให้เจอกันแล้วต่อไปก็คือการสานต่อ การสร้างเหตุให้รู้จักกันดีขึ้น สานต่อในสายของบุญกรรม เพื่อให้สายสัมพันธ์อันนี้แน่นแฟ้นขึ้นต่อไป การอยู่ในหมู่คนดีหรือผู้ที่สนใจในงานบุญกุศล หมั่นร่วมกันในหมู่งานบุญงานกุศล ก็ย่อมมีโอกาสเจอคนที่ดีๆ ที่เย็นกายเย็นใจมากกว่าที่จะไปเจอคนดีๆ ในผับในบาร์ สถานบันเทิงยามราตรี การที่ยังไม่มีคู่หรือมีคู่แล้วพลัดพรากก็อาจจะเป็นเพราะยังไม่มีคู่ที่เหมาะสมกับคุณหรือเคราะห์กรรมที่ไปทำให้คู่อื่นแยกกันหรือพลัดพรากจากกันก็ได้ ซึ่งบางครั้งมันก็ส่งผลให้คุณต้องเรียนรู้ถึงความรู้สึกตรงนี้ที่เคยทำให้เขาพลัดพรากจากกัน บางครั้งคำพูดไม่กี่คำ กิริยาบางท่าทาง เช่น เราเป็นเพื่อนกันนะ เราเลิกกันเถอะ อย่ามาหาฉันอีกเลย บางครั้งคำพูดเหล่านี้เราอาจจะพูดด้วยอารมณ์โกรธ อารมณ์สนุกหรืออาจแค่เพียงอยากจะทดสอบใจของคู่ของตนว่ารู้สึกอย่างไร บางครั้งคำพูดเหล่านั้นอาจก่อให้เกิดอารมณ์เจ็บปวดในใจของคู่ตนมาก หรือแม้แต่ลองทำตัวห่างเหินหมางเมิน ไม่สนใจดูสิว่าจะรู้สึกอย่างไรบ้าง จนบ้างครั้งเรื่องเหล่านี้ก็กลายมาเป็นปมปัญหาขึ้นมาจริงๆ ทำให้ต้องเลิกลากันไป อันนี้ต้องระวัง ในเรื่องของการทดสอบใจกัน เพราะต่างคน ต่างกรรม ต่างวาระ ซึ่งมันก็ไม่แน่ที่ผลมันจะเป็นไปตามที่เราต้องการ วิธีที่ดีที่สุดคือการมาพูด มาคุย มาปรับความเข้าใจ หาต้นตอสาเหตุของปัญหา หาทางออกที่ดีทีสุดของปัญหา ด้วยความจริงใจ ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ด้วยเหตุและผล ไม่เอาอารมณ์ เอาอัตตามาว่ากัน จะเห็นว่าการดำเนินชีวิตคู่ต้องใช้ศิลปะและความอดทนอยู่มากในการที่จะปรับคนสองคนที่เหมือนมาจากดาวคนละดวงที่มีอะไรหลายๆอย่างที่แตกต่างกัน แต่ต้องเอาชีวิตส่วนหนึ่งมาใช้ร่วมกัน ในส่วนหรือช่วงเวลาหนึ่งที่เราจะต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันนี่แหละที่จะต้องมีการมาปรับ มาทำความเข้าใจ มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะให้ดำเนินไปในทิศทางใด แบบใด ด้วยวิธีอย่างไร เป็นศิลปะของการอยู่ร่วมกันที่คนสองคนจะต้องร่วมกันวางกรอบ ออกแบบ และแต่งแต้มสีสันมันลงไป
      เป็นที่น่าเห็นใจสำหรับคนอยากมีคู่แต่ก็ยังไม่มีแล้วก็มีความทุกข์ใจในปัญหานี้ ซึ่งตรงนี้ไม่ขอคาดคะเนความน่าจะเป็นของต้นสายแห่งกรรมในอดีตแล้วกัน แต่ผมอยากให้เป็นคำแนะนำน่าจะดีกว่า เคยได้ยินคนพูดไหมครับว่า ถ้ามันจะมีคู่จริงๆเมื่อถึงเวลา พร้อมด้วยเหตุปัจจัยแล้วจะนำคนสองคนให้มารู้จักกันและเริ่มสานต่อความสัมพันธ์จนเกิดเป็นความรักไม่เร็วก็ช้า แต่ถ้าหากด่วนได้ใจเร็วอาจจะได้ตัวปลอมก็ได้อะไรก็ไม่แน่ จะเลือกคู่ครองทั้งทีต้องพิจารณาบวกลบคูณหารให้ดี บางครั้งตัวเลือกก็ไม่ได้มีให้เลือกมากนัก ก็บวกลบคูณหารแล้วไม่เป็นที่น่าพอใจก็อย่าฝืนเลย อาจจะกลายเป็นการเพิ่มภาระทุกข์ให้ตัวเองมากขึ้น ทางที่ดีมาใช้ชีวิตโสดอย่างมีคุณค่า หันมาอยู่ได้ด้วยตนเอง วางใจเราให้ถูกต้อง พัฒนาตัวเองไป ไม่ว่าจะในหน้าที่การงานและก็คุณธรรมในจิตใจ มีความสุขกับการดำเนินชีวิตของเราไป การใช้ชีวิตโสดก็สุขทุกข์ไปอีกแบบ การใช้ชีวิตคู่ก็มีสุขทุกข์ไปอีกแบบ ค้นหาความสุขกับสิ่งเราเป็นอยู่มีอยู่ การดิ้นรนไขว่คว้าอะไรที่เราเกินจะมีจะเป็นมันเหนื่อยและสุดท้ายก็ว่างเปล่า เพราะเราหลงโลกสมมุติมากเกินไป อะไรคือคุณค่าแท้คุณค่าเทียมของชีวิตก็เลยไม่รู้ อยากแต่ให้คนอื่นมารักมาจริงใจกับตน วันนี้ต้องกลับมาถามตัวเองใหม่เราจะให้ความรักความจริงใจความปรารถนาดีกับคนทั้งหลายที่มาเกี่ยวเนื่องกับเราได้ไหม? แทนที่จะเอาใจเขาให้มาใส่ใจเราเปลี่ยนหรือพยายามหัดได้ไหมที่จะเอาใจเราไปใส่ใจเขา เปลี่ยนจากที่คิดจะได้จะเอาเป็นคิดจะเผื่อคิดจะให้ สิ่งเหล่านี้เป็นการลดอัตตาลดความเห็นแก่ตัวอตัวเองลงเป็นการเพิ่มคุณค่าเป็นการพัฒนาตัวเอง มีความสุขด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอใครพึงใครเราก็มีความสุขของเราได้
      ส่วนคนมีคู่อยู่แล้วแต่กำลังมีปัญหา คุณสองคนเท่านั้นที่รู้ปัญหาที่แท้จริงว่าคืออะไร หากคุณยังคงมีความรัก ความจริงใจ รู้จักให้อภัย พร้อมแก้ไขปรับปรุง พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น ปัญหาก็พอคลี่คลายไปได้ แต่หากความรักที่เห็นแก่ตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คือคิดแต่จะให้คู่ของตนมาทำให้ตนเองมีความสุข คอยเอาอกเอาใจ คิดแต่จะรับจะได้จะเอาฝ่ายเดียว หรือแม้แต่การนอกใจคู่ของตนไปมีคนอื่น สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งอย่าล้างเลิกลากัน เพราะอะไรที่มันมากไป มันขาดสมดุลแล้วมันก็เป็นการยากที่มันจะอยู่แบบเดิมเหมือนเดิม ความรักก็ต้องการสมดุล ก็ต้องการคนที่เหมาะสม บอกแล้วว่ามันเป็นศิลปะจะรักษาสมดุลความรักไว้ได้อย่างไร อะไรควรเติม อะไรควรลด เรียนรู้การเปลี่ยนไปของแต่ละฝ่าย พยามทำความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้วก็ปรับตัวเอง ประคองรักกันไปไม่มากไม่น้อยแต่สมดุลขอฝากไว้ 

Posted on 27/06/2008, in ความรัก. Bookmark the permalink. 2 ความเห็น.

  1. ขอบคุณมากนะค่ะ…ขอให้เรื่องร้ายๆ ผ่านไปเร็วๆ นะค่ะ

  2. ขอบคุณมาก นะครับ จะจำ เอาไว้ … ( คนอาภัพรัก )

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: