16.การระลึกชาติ

                ตายแล้วเกิดหรือสูญ  เป็นปัญหาใหญ่และเก่าแก่ปัญหาหนึ่งที่ชาวโลกถกเถียงกันมา  ทั้งในอดีตและปัจจุบัน  แต่อย่างไรก็ดี  ปัญหานี้เมื่อสรุปแล้วมีสาระสำคัญดังนี้

                1. เชื่อว่าตายแล้วสูญ

                2. เชื่อว่าตายแล้วเกิดและวิญญาณเที่ยง  คือ เคยเกิดเป็นอะไร  ก็เกิดเป็นสิ่งนั้นตลอดไป

                3. เชื่อว่าตายแล้วเกิดและวิญญาณไม่เที่ยง  จะเกิดเป็นอะไรก็ได้แล้วแต่กรรมที่ทำไว้  ความเชื่อในข้อ 3 นี้ เป็นความเชื่อของชาวพุทธและฮินดูทั่วๆ ไป

                ทำไมต้องเวียนว่ายตายเกิด  และเมื่อเวียนว่ายตายเกิดแล้ว  ทำไมจึงระลึกชาติไม่ได้  เหตุผลคือ  ตราบใดที่จิตยังมีกิเลสเป็นเชื้ออยู่  จะต้องเวียนว่ายตายเกิดร่ำไป  ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมระลึกชาติไม่ได้นั้น  ความจริงทุกคนที่เกิดมาย่อมระลึกชาติได้ทุกคน  แต่ระลึกได้ตอนยังเป็นเด็กแบเบาะไร้เดียงสา  พอโตขึ้นจิตมีกิเลสมากขึ้น  การระลึกชาติก็ค่อยๆ เลือนหายไปจนระลึกอะไรไม่ได้

                อีกประการหนึ่ง  โดยทั่วๆ ไปในขณะที่เราอยู่ในครรภ์ของมารดา  จนกระทั่งถึงวันคลอดนั้น  สภาพจิตที่อยู่ในครรภ์ของมารดาเป็นสภาพจิตครึ่งหลับครึ่งตื่น  และทนทุกข์อยู่ในครรภ์เป็นเวลานาน  ตอนที่คลอดก็ได้สัมผัสกับสิ่งภายนอกที่ตื่นเต้นตกใจ  จึงเป็นเหตุให้ลืมเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา

                และอีกประการหนึ่ง  บางทีก่อนที่จะมาเกิดเป็นคนในชาตินี้  ในชาติก่อนเกิดในทุคติหรือสุคติเป็นเวลายาวนานจึงทำให้ระลึกชาติไม่ได้เช่นเดียวกัน  ในชาติปัจจุบันนี้  เรามีสิทธิที่จะระลึกชาติในอดีตได้ทุกคน  ถ้าหากว่าเราสามารถจัดระบบจิตตามหลักพุทธศาสนาจนถึงขั้นตาทิพย์  เห็นอนาคต  ปัจจุบันและอดีต  กับจัดระบบจิตถึงขั้นบุพเพนิวาสนุสสติญาณ  คือการระลึกย้อนหลังจากชาติปัจจุบันถึงอดีตชาติ  กับการจัดระบบจิตถึงขั้นจุตูปปาตญาณ  คือล่วงรู้การเวียนว่ายตายเกิดในอดีต  ปัจจุบันและอนาคต  ว่ากระทำกรรมอันใดจึงเกิดในสภาพ เช่น นั้นๆ 

                ฉะนั้น  การะลึกชาติได้ตามหลักพระพุทธศาสนาจะต้องจัดระบบจิตถึงขั้นได้ญาณทั้งสามประการ  หรืออย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวแล้ว

                เรื่องการตายแล้วเกิดอีกนั้น  มีสอนไว้แทบทุกศาสนา  โดยเฉพาะพุทธ คริสต์  และอิสลาม จริงอยู่ รายละเอียดจะแตกต่างกันบ้าง  แต่เนื้อหานั้นตรงกัน  คือตายแล้วต้องเกิดหรือชีวิตภายหลังจากตายยังมี  คติทางพุทธกล่าวว่า  หลังจากตายแล้วไปเกิดทันที  แต่จะเกิดเป็นอะไรนั้นขึ้นอยู่กับกรรมเป็นผู้บงการ  อาจเกิดเป็นคน เป็นสัตว์ หรือเทวดา และสัตว์นรกก็ได้ ส่วนทางคริสต์และอิสลามนั้น  ตายแล้วยังไม่เกิด  วิญญาณจะต้องไปรอให้พระเจ้าพิจารณาโทษทัณฑ์หรือบำเหน็จรางวัลจากพระเจ้าเสียก่อน  ใครทำชั่วก็ถูกลงโทษให้ตกนรกใครทำดีก็อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าและมีความสุขชั่วนิรันดร

                พวกวิญญาณที่รอการพิจารณาของพระเจ้าตามคติของชาวคริสต์และอิสลามนั้น  ถ้าจะกล่าวตามคติของชาวพุทธแล้ว  ก็ถือเขาเหล่านั้นเกิดแล้วแต่เกิดในรูปแบบเป็นโอปปาติกะ  และผู้ที่พระเจ้าตัดสินแล้วก็ตามคติทางพระพุทธศาสนาถือว่าเกิดแล้วทั้งสิ้น  ส่วนที่จะเชื่อว่าจะสุขจะทุกข์นิรันดรก็เหมือนกัน  คติทางพระพุทธศาสนาถือว่าไม่ใช่นิรันดรเพราะยังมีบุญมีบาปเป็นกิเลสอยู่  จึงต้องกลับมาเกิดใหม่และตายเกิดวกวนอยู่ร่ำไป  จนจิตถูกชำระบริสุทธิ์สู่พระนิพพานแล้วนั้นแหละจะยุติการเกิดใหม่  และเป็นความสุขนิรันดรจริงๆ

                ในปัจจุบันนี้ความเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดไม่จำเพาะชาวพุทธทั่วไปเท่านั้น  แม้แต่ชาวยุโรป  อเมริกาต่างก็ได้ตื่นตัวค้นคว้าศึกษาและพิสูจน์พบความจริง  จึงหันมานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น   ยิ่งกว่าไปกว่านั้น  ประเทศรัสเซียเองซึ่งเป็นประเทศทีเป็นปติปักษ์กับศาสนาต่างๆ ได้มีบุคคลสำคัญคือศาสตราจารย์ทีโอดอร์สเตอร์  แบกี้  ซึ่งสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยเลนินกราด  กล่าวรับรองว่าการเวียนว่ายตายเกิดและนรกสวรรค์ตามคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่สำคัญยิ่ง

                ทั้งๆ ที่นักศึกษาปัญญาชนของชาวยุโรปและอเมริกาได้พากัน  ศรัทธา เลื่อมใส ในคำสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของพระพุทธศาสนามากขึ้นทุกที  แต่น่าประหลาดที่ชาวพุทธในประเทศไทยบางคน  โดยเฉพาะพระบางรูปได้ปฏิเสธเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด  อีกทั้งยังทำการเผยศีลธรรมอย่างคลุมเครือ  เป็นเชิงส่อไปในทำนองว่าตายแล้วสูญ

                พวกเขาเหล่านั้นมีวาทะในการสอนศีลธรรมว่า  กาเกิดการตาย หมายถึง อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง  เกิดขึ้นแล้วดับไป  ก็หมายถึงเกิดขึ้นชาติหนึ่งและตายไปชาติหนึ่ง  ส่วนชาติที่เกิดใหม่เป็นตัวตนนั้นไม่มี

                ชาวพุทธที่ปฏิเสธเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดก็ดี  ชาวตริสต์ อิสลาม  ที่ปฏิเสธเรื่องพระเจ้าก็ดี  ย่อมกล่าวได้ว่า  เขาเหล่านั้นเป็นคนทรยศต่อศาสนาและมีสายตาสั้น  เพราะที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ  เชื่อว่าพระเจ้าไม่มี  ย่อมเป็นคนไม่กลัวบาปละอายบาป

                ขอให้มองโลกแห่งความเป็นจริงด้วยสายตาอันไกล  ก็จะพบว่าคนที่ไม่กลัวบาปละอายบาปทั้งหลาย  ย่อมจะตกเป็นทาสของกิเลสได้ง่าย  สามารถทำความชั่วร้าย บาปกรรมต่างๆ ได้เมื่อโอกาสอำนวยให้คนที่ทำชั่วอยู่ในโลกมนุษย์ก็ไม่เป็นสุข  และตายไปปรโลกก็ไม่เป็นสุข  ตรงกันข้าม  ผู้ทำแต่ความดีเพราะอิทธิพลของความเชื่อ  เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด  และเชื่อพระเจ้าตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา  คริสต์ และอิสลาม  อยู่ในโลกมนุษย์ก็เป็นสุข  เพราะไม่มีศัตรู  ไม่มีเวร  ไม่มีภัย  และเมื่อตายไปสู่ปรโลกก็เป็นสุข  เพราะไม่ต้องตกนรกทนทุกข์ทรมาน

                เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดตามหลักคำสอนของพระพุทธสาสนานั้น  มีหลักฐานยืนยันมากมาย  เช่น  เรื่องกำเนิดคติ 5 และภพ 31   กล่าวว่าเมื่อสัตว์ทั้งหลายเมื่อตายแล้วต้องไปเกิดในมดลูก  ในฟองไข่  ในสิ่งโสโครก  และเกิดเป็นโอปปาติกะ  เช่น  เกิดเป็นสัตว์นรก  เปรต เดรฉาน  มนุษย์  และเทวดา  เป็นต้น

                นอกจากนี้ยังมีพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ของสำนักธรรมไชยา ได้แสดงไว้ว่า “เรานั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส  ปราศจากกิเลส  เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน  ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว  จึงได้โน้มจิตไปเฉพาะต่อบุพเพนิวาสานุสติญาณ  เราระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยในภพก่อนได้หลายประการ  คือระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง…ร้อยชาติบ้าง  พันชาติบ้าง  แสนชาติบ้าง…  ตลอดสังสารวัฏกับป์บ้าง  ว่าเราอยู่ในภพโน้นนี้มีชื่ออย่างนั้น  มีโครตอย่างนั้น  มีวรรณะ  มีอาหารอย่างนั้นๆ ครั้นจุติจากภพโน้น มีชื่อ มีโครต มีวรรณะ มีอาหารอย่างนั้นๆ และได้เสวยสุขและทุกข์อย่างนั้นๆ… ”

                จากหลักฐานที่กล่าวข้างต้นเพียงบางส่วนก็ย่อมจะเป็นที่ประจักษ์ได้แล้วว่า  การเวียนว่ายตายเกิดตามคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งมีจริง  ไม่ใช่ตายแล้วสูญหรือตายแล้วเกิดตามแบบอารมณ์เกิดดับอย่างที่บางคนเข้าใจ  และพยายามเผยแพร่ให้ผู้อื่นเข้าใจดังความคิดเห็นของตน

                จริงอยู่คำสอนของพระพุทธศาสนาที่ได้กล่าวถึงเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนั้นไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้หลุดรอดพ้น  หรือชำระจิตให้บริสุทธิ์ได้  แต่ก็เป็นรากฐานสำคัญที่จะปูพื้นให้จิตมีศีลธรรมและเชื่อในกฎแห่งกรรม  ซึ่งเป็นอุบายวิธีหนึ่งที่จะให้จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว  ควรแก่การงานที่จะน้อมไปสู่สัจจธรรม  ให้จิตบริสุทธิ์หลุดรอดพ้นในที่สุดได้

                การพิสูจน์เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนั้น  นอกจากจะปฏิบัติตามหลักการจัดระบบจิตของพระพุทธศาสนาให้บรรลุญาณทิพย์จักขุ  บุพเพนิวาสานุสติญาณ  และจุตปปาตญาณแล้วยังมีอีกวิธีหนึ่งคือสะกดจิต  การสะกดจิตทำให้ระลึกชาตินั้นมีขอบเขตจำกัดอย่างสูง  ระลึกได้เพียง 5 ชาติเท่านั้น  การระลึกชาติด้วยวิธีกรสะกดจิตมักจะมีการผิดพลาดเรื่องตัวเลขและคำพูด  ส่วนเหตุการณ์ไม่ค่อยผิดพลาด

                แต่อย่างไรก็ดี  การระลึกชาติด้วยการสะกดจิตยังมีทางพิสูจน์จากตัวบุคคลและสถานที่อยู่ในขณะนี้ได้   ประการหนึ่ง  และอีกประการหนึ่ง  พิสูจน์จากบาดแผลที่ตายในอดีตชาติจนปรากฏขึ้นในชาตินี้  มีทั้งแผลเป็น ไฝ ปาน  และความเจ็บปวดตรงบาดแผลในอดีตชาติให้ปรากฏอยู่

                ผู้คงแก่เรียนในพระพุทธศาสนาบางคนไม่เชื่อว่าการสะกดจิตจะทำให้ระลึกชาติได้  ทั้งนี้เพราะเชื่อมั่นตามตำราหรือทฤษฎีมากเกินไป  โดยลืมความจริงว่า  มีบางคนทั้งที่เป็นชาวพุทธและต่างศาสนาระลึกชาติได้เอง  โดยไม่ต้องจัดระบบจิตแต่ประการใด

Posted on 28/07/2008, in พลังจิต and tagged . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: