ปลูกไมตรีจิต สร้างความสัมพันธ์ในใจ

            ในแบบโบราณของคนไทยเรานั้น ยังมีเยื้อใยไมตรีต่อกัน เช่นคนใช้กับนายก็มีไมตรีจิตต่อกัน เพื่อนกับเพื่อนก็มีไมตรีจิตต่อกัน ไม่ทำอะไรแบบหุนหันพลันแล่น คือเขาคิดข้างหน้าข้างหลัง ว่าข้างหน้าต่อไปจะต้องอาศัยกันอีก ไม่ใช่ว่าจะเลิกไม่มองหน้ากันในวันนี้…หามิได้  แต่คิดว่าเรายังจะอยู่กันต่อไป

            การอยู่ด้วยกันถ้าอยู่แบบแตกร้าวมันก็ไม่มีความสุข เหมือนไม้ที่หักแล้ว ภาชนะที่แตกแล้ว เราจะเอากาวมาติดกันเข้า มันก็ติดได้แต่มันไม่เหมือนเก่า จานที่แตกแล้วเราก็เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้  อย่างดีก็เอาไปติดกาวแล้วใส่ตู้โชว์เพื่อดูรอยราวเป็นศิลปะที่หาประโยชน์อะไรไม่ได้

            คนเรานี่ก็เหมือนกัน อยู่ด้วยกัน ทำงานมาด้วยกัน เรียนมาด้วยกัน แล้วจะเลิกกันไปแบบเด็ดขาดมันก็ไม่ได้ มันจะต้องทำกันต่อไป มันก็ต้องมีอะไรๆ กันบ้าง เขาเรียกกันว่ามีเยื้อใย เหมือนกับเราตัดต้นบัวมันก็ต้องมีใย ไม่ใช่ตัดบัวไม่ไว้ใย ตัดอาลัยหมดเมตตากัน อย่างนั้นมันก็ไม่ได้ มันยังต้องมีอะไรกันอยู่ แต่ว่ามันไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นขึ้นในใจ เพราะความสำนึกในทางสัมพันธ์ทางจิตใจไม่มี  คิดแต่ว่าเรามาเป็นลูกจ้างเขา เราทำงานกับเขา ฝ่ายลูกจ้างก็คิดอย่างนั้น ทำงานแล้วเอาเงิน ได้เงินแล้วก็หมดเรื่องกัน บุญคุณไม่มีความสัมพันธ์ทางจิตใจก็ไม่มี สิ่งเหล่านี้จะเริ่มพบเห็นกันมากขึ้น

            นายจ้างก็เหมือนกัน นึกว่ากรรมกรทั้งหลายคือลูกจ้าง ทำงานเสร็จก็จ่ายเงินเดือนให้ไป เมื่อจ่ายเงินเดือนหมดแล้วก็หมดเรื่องกัน สิ่งที่เป็นเยื่อใยมันไม่มี  โลกจะวุ่นวาย โลกจะเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้ เรื่องที่การทำงานร่วมกันแต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางจิตทางใจ ไม่มีอาลัยผูกพันกันทางจิตใจ ในเรื่องบุญเรื่องคุณ ไม่ได้นึกให้ละเอียดรอบคอบ แล้ต่อไปจะหนักกว่านี้ เวลานี้เป็นอยู่กันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แล้ต่อไปจะเป็นต่อไปอีก ห่างไประหว่างครูกับศิษย์  ครูกับศิษย์ระหว่างนี้ก็ห่างออกไปแล้ว  ต่อไปพ่อแม่กับลูกจะห่างกัน  ลูกจะรักพ่อแม่เมื่อพ่อแม่ยังให้สตางค์ใช้อยู่ หรือว่ายังจุนเจืออยู่ แต่วันไหนหากว่าเลิกจุนเจือก็จะเลิกรักเลิกชอบกันต่อไปไม่นึกถึงบุญคุณ แม้ว่าจะเรียนสำเร็จด้วยเงินของคุณพ่อคุณแม่  แต่เขาอาจจะไม่สำนึกก็ได้ เขาอาจจะนึกว่าความสำเร็จนี้เป็นของเขา ไม่เกี่ยวข้องกับคุณพ่อคุณแม่ พ่อแม่แก่แล้วก็อยู่ตามประสาของคนแก่ อย่ามายุ่งกับพวกเรา มันจะหนักเข้าไปอีก

            ต่อไปคนเฒ่าคนแก่ก็จะว้าเหว่ ไม่มีใครเอาใจใส่  จะเกิดความทุกข์เกิดความร้อนใจขึ้น  จิตใจก็จะต่ำลงไป  สังคมจะเปลี่ยนแปลงไป  เพราะคนมุ่งแต่จะแสวงหาวัตถุ  เป็นเครื่องยังชีพหาอาหารเลี้ยงท้องเลี้ยงปาก แต่ไม่ได้สำนึกถึงจิตใจ ความเห็นอกเห็นใจกันไม่มี  ถ้าเป้นอย่างนี้มันจะอยู่กันได้อย่างไร เราลองคิดดูอนาคตของประเทศ ของชาติ ของโลก มันจะเป็นไปในรูปที่เรียกว่า ตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างกิน ไม่ต้องหันหน้าเข้าหากันแล้ว  แบบนี้มันก็ลำบากเดือดร้อน แล้วแบบนี้จิตใจมันจะไปมีความสงบได้อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดอยู่ไม่ใช่น้อย             ผมได้แต่หวังว่าผู้ที่ได้อ่านบทความบทนี้จะไม่เป็นแบบที่ว่ามาดังข้างต้นนี้ แม้ว่าสังคมโลกจะบีบให้เราหลงกับเรื่องวัตถุ บีบให้เราแข่งขันกับคนอื่นๆ  แต่เราไม่จำเป็นที่ต้องบดขยี้ใคร หรือเยียบหลังใครเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราปรารถนา หากแต่เราต้องพยายามลดความเห็นแก่ตัวลง มีน้ำใจ มีเมตตากับผู้คนที่มาเกี่ยวข้องกับเราบ้าง รู้จักสำนึกในบุญคุณ รู้จักตอบแทนคุณบ้าง แล้วเมื่อวันที่คุณก้าวขึ้นสู่ที่สูงคุณจะไม่รู้สึกว่าคุณหนาวเลย หรือว่าวันที่คุณท้อแท้  หมดหวังซึ่งกำลังใจ  คุณจะมีคนอีกหลายคนที่พร้อมจะช่วยเหลือคุณด้วยความเต็มใจ  คุณจะมีความสุขแค่ไหน ในวันที่คุณประสบความสำเร็จ โดยมีผู้คนที่เคยร่วมทางที่มีความสัมพันธ์ทางจิตทางใจ มาร่วมแสดงความยินดี ด้วยใจที่บริสุทธิ์  ปราศจากความเสแสร้ง วันนี้คุณได้สร้างความสัมพันธ์ แบบมีเยื่อมีใยต่อบุคคลรอบข้างคุณหรือยัง

Posted on 04/08/2008, in ธรรมะ and tagged , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: