สิ่งที่ได้จากหลวงพ่อชาและทัศนะคติของผมกับยุคปัจจุบัน

      พระสุปฏิปันโนอีกหนึ่งรูปที่ผมเคารพ นับถืออีกท่านหนึ่ง คือหลวงพ่อชา ถึงแม้ว่าแม้ท่านจะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ปฏิปทา คำสอนของท่านยังงดงามน่าเลื่อมใส ท่านคือพระแท้ แม้ผมจะไม่เคยพบท่านแต่เมื่อได้ฟังท่านเทศน์ท่านสอนอบรม ตลอดจนได้อ่านชีวประวัติของท่าน และได้ฟังคำบอกเล่าถึงความรู้สึกของบรรดาลูกศิษย์ที่มีต่อหลวงพ่อชาด้วยแล้วยังนึกเสียดายว่าเราเกิดมาไม่ทันท่านซ๊ะแล้ว แต่คำสอนของท่านเสียงท่านเทศน์ท่านสอนก็ยังมีบันทึกไว้อยู่ ท่านเทศน์ฟังง่ายเข้าใจง่ายและสนุกฟังไม่เบื่อ โดยเฉพาะตอนฟังที่ท่านเทศน์เป็นภาษาอิสาน ท่านเทศน์สอนฟังง่ายๆ แต่ได้สาระมากๆ เข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น บางทีเทศน์จนเรารู้สึกว่า ไอ้เรานี่มันโง่มานาน เรานี่มันเข้าใจชีวิตน้อยเหลือเกิน ไม่แปลกใจเลยที่ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แถมมีสาขาของวัดหนองป่าพงเกิดขึ้นมากมายในสายวัดป่าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่านมีระเบียบข้อวัตรปฏิบัติที่ดีเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธา การปฏิบัติของท่านและลูกศิษย์ไม่หย่อนยาน ตัวผมเองชอบหลายๆ อย่างในตัวท่าน ท่านเป็นบุคคลที่น่าเข้าใกล้ เปรียบเสมือนกัลยาณมิตร พอผมฟังเทศน์ท่านมากๆเข้า รู้สึกว่าท่านสอนให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นและเข้าใจอะไรหลายๆสิ่งหลายๆอย่างตามสภาวะความเป็นจริง จนบางครั้งก็ทำให้รู้สึกรักท่านเหมือนพ่ออีกคนหนึ่ง พ่อที่คอยชี้แนะทางสว่างให้กับลูก บอกทางให้ลูกเดิน ชี้โทษให้ลูกเห็น ผมจำได้ว่าตอนอ่านชีวประวัติของท่านในช่วงที่ท่านป่วยก่อนที่จะมรณภาพทำให้น้ำตาคลอเบ้า คล้ายกันกับตอนได้อ่านชีวประวัติหลวงปู่มั่นช่วงก่อนมรณภาพคล้ายกันอย่างนั้นเหมือนว่าเราได้สูญเสียพระดีๆไป มันเป็นความรู้สึกยังไงบอกไม่ถูกมันอัดอั้น มันตื้นตันคลุกเคล้าความอาลัยอาวร ความเสียดาย สะเทือนอารมณ์ยังไงไม่รู้ ญาติแท้ๆของเราเองเสียชีวิตไปก็ยังไม่เป็นแบบนี้เลย หากเราเองถ้าบวชก็คงอยากได้อาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง คอยชี้แนะแนวทางเหรือวางอุบายให้เราและคอยดุด่าว่ากล่าว ตักเตือน หากเราทำผิด  บางครั้งเคยคิดว่าเรานี่มันสร้างบุญสร้างบารมีมาน้อย เกิดช้าเกินไป คนมีบุญเขาพากันไปเกิดสมัยพุทธกาลกัน เกิดในสมัยที่มีพระอรหันต์เยอะๆ ได้คอยอุปฐากท่านเลี้ยงดูท่าน มีท่านเหล่านั้นเป็นครูบาอาจารย์ และพระที่เรียกว่าเป็นพระอรหันต์คงลดน้อยลงๆ เรื่อยๆ ไปตามกาลเวลาตามความเสื่อมอย่างที่เป็นอยู่ ยิ่งโลกเราเจริญขึ้น โลกมีการเปลี่ยนแปลงที่ไวขึ้น คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ดูเหมือนอะไรๆมันวุ่นไปหมด โดยเฉพาะใจคนเรามันวุ่นไปยิ่งกว่า มันถูกห่อหุ่มด้วยอะไรก็ไม่รู้ เรียกว่าเรานี่มันหนาขึ้นทุกวันๆ หนาจนกระเทาะไม่ค่อยจะออกกันแล้ว เราเองก็เป็นอีกคนหนึ่งแหละที่รู้สึกว่าตัวเองนี่หนาเหลือเกิน หากเราจะปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน หรือแค่เข้าถึงกระแสพระนิพพานคือการบรรลุโสดาบัน มันคงต้องบากบั่น มุมานะกันพอสมควรล่ะมั้งคนสมัยนี้ เพราะมีสิ่งยั่วยุมากเหลือเกินนี่ และคงมีคนส่วนน้อยที่คิดจะมาทำเรื่องอะไรพันนี้ เพราะทุกวันนี้เราต้องสนใจเรื่องปากท้องกันเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องที่อยู่ที่ทำมาหากิน ใครดีหน่อยก็ไปเรื่อง กินให้เอร็จอร่อยไป เที่ยวสนุกสนานไป เขาหาความสุขกันแบบนี้นะคนสมัยนี้ แต่เป็นคนครั้งพุทธกาลเขาแสวงหาความหลุดพ้น แสวงหาบุญ พากันสร้างบุญสร้างบารมีกัน คนยุคก่อนๆเรานี้ รุ่นคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย เขามีความสุขกว่าเรานะ แม้เขาไม่มีไฟฟ้าใช้แต่ใจเขาสว่างเป็นไหนๆ หัวใจของเขาเบิกบาน เอื้อเฟื้อเจือจุนกัน ถึงแม้เขาจะไม่ได้ร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองอะไรมากมาย แต่เขาก็รู้จักหมั่นทำบุญทำกุศล หมั่นตักบาตรพระสงฆ์องคเจ้า พาลูกพาหลานเข้าวัดทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม คนยุคนี้มันมีอะไรสะดวกสบายไปหมดสบาย บางคนมีสิ่งอำนวยความสะดวกเต็มไปหมดบางทีอาจจะดูสบายกว่าพระราชาสมัยก่อนนู้นเป็นไหนๆ ซะอีก แต่ใจมันไม่มีความสุข ใจมันไม่พออันนี้พูดถึงบางคนนะ ไม่ได้เหมารวมหมด มาคิดๆดูคนสมัยนี้ห่างวัดกันมากขึ้นคงอาจเป็นเพราะเรื่องทำมาหากินหนีไม่พ้นเวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถ อยู่ในที่ทำงานกลับมาถึงบ้านก็เหนื่อยแล้ว ก็ต้องพักผ่อน แต่อันที่จริงผมว่าเป็นเรื่องของการปลูกฝังค่านิยมตั้งแต่วัยเด็ก เรื่องของการเอาใจใส่เลี้ยงดูของพ่อแม่ พ่อแม่ที่ทำงานจนลืมสนใจในส่วนที่ควรสนใจเช่นว่าการปลูกฝังเรื่องคุณธรรม เรื่องศีลธรรม เรื่องมารยาท เรื่องวัฒนธรรม เพื่อให้เด็กได้ซึบซับเอาในส่วนที่ดีๆ มีคุณค่า เรียนรู้ที่จะรักวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเอง ผมเองยังชอบตอนสมัยเป็นเด็กเรียนโรงเรียนประถมแถวบ้าน(นอก) จะผูกพันกับพระกับพี่เณร เพราะจะมีพระหรือไม่ก็พี่เณรมาสอนกันที่โรงเรียนในวิชาที่ว่าด้วยพระพุทธศาสนา จริยธรรม ท่านก็มีนิทานมาเล่า มีรางวัลมามอบให้กับคนที่ตอบคำถามดีหรือสอบได้คะแนนเยอะ วันสุดสัปดาห์ก็จะมีพระมาอบรมหลังจากสวดมนต์ยาวเสร็จ เวลากลางวันจะกินข้าวเที่ยง หลังพระท่านเพลเสร็จเรียบร้อยพวกเราก็ไปเอาข้าวเอากับข้าวที่วัดมากิน ได้มามากบ้างน้อยบ้างเป็นประจำ พี่เณรก็รั๊กรักขยันมาสอนขยันหารางวัล ลูกอม ขนม มาแจก มาให้ลูกศิษย์(ฟันผุดิ) ผมนี่ได้รางวัลบ่อยๆ เพราะถนัดวิชานี้ พี่เณรก็ยังพาพวกเราไปเที่ยวอีกด้วย ไปกันไปเป็นคันรถเลยเกือบห้าสิบคนเห็นจะได้ ทั้งสอนพวกเราเพื่อที่จะพาไปสอบนักธรรมตรีอีก ทั้งหมดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากหลวงพ่อที่วัด พาไปสอบกันตั้งเยอะก็ได้แค่ ๓ คน ผมแหละคนหนึ่งในนั้นบังเอิญคนมันมั่วเก่ง ยังนึกเสียดายไม่หายที่ไม่ยอมไปเรียนช่วงหลังๆ ปีต่อมาเลยสอบนักธรรมโทไม่ได้เลย พี่เณรดูเราเขียนกระทู้ธรรมแล้วก็ว่าเราใหญ่เลย ดีนะที่ไปสอบกันสองคนและไม่มีใครได้ ถ้างั้นเราคงเสียใจน่าดู แต่พอเมื่อเราไปเรียนมัธยมวิชาพระพุทธศาสนา เป็นวิชาที่แทบไม่ต้องอ่านเลยครับ แบบว่าพระเณรสอนศิษย์คนนี้มาดี แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ก็เรียกว่ายังไม่ได้อะไร จากการเรียนพระพุทธศาสนาในโรงเรียนในมัธยมเลย มันเป็นเรื่องตัวหนังสือไปซ่ะหมด และคิดว่าส่วนใหญ่มันน่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะเราห่างวัด ห่างพระกันล่ะมั่ง ชนบทที่ว่าสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย ผู้คนไม่เห็นแก่ตัว ผู้คนมาทำบุญกันแน่นศาลาตั้งแต่เด็กจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ เราเองก็ไปบ่อยๆในวันสำคัญๆ ช่วงหลังไปส่งแม่แล้วก็กลับมา รอเวลาไปรับอีกที ก็ยังพอมีดีอยู่ช่ายมั๊ย ยังได้เข้าวัดอยู่ อิๆ ภาพเหล่านี้ยังเก็บไว้ในความทรงจำของผมอยู่ บัดนี้ลองหันย้อนกลับมามองดูคนในหมู่บ้านของตัวเองอีกครั้งในเวลานี้ มีความแตกแยกกันมากกว่าแต่ก่อนมากเลยทีเดียว มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก มีพวกกูพวกมึง แบ่งคุ้มแบ่งฝ่าย อิจฉาริษยากันไปหมด บางทีปากอย่างแต่ใจอีกอย่าง เวลาทำงานก็มองหน้ากันไม่ค่อยจะสู้ดีนัก บางทีก็ทำใครทำมัน ความสามัคคีเหมือนแต่ก่อนเมื่อพากันยายรกรากมาตั้งแถบนี้ใหม่ๆมันหายไปไหนหมด ส่วนหนึ่งก็น่าจะมีเหตุมาจากเรื่องของการเมืองในท้องถิ่น การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นนั้นแหละ มันทำให้เกิดฝ่ายแพ้ ฝ่ายชนะแล้วไม่ยอมกัน ต่างฝ่ายต่างอยากได้ อยากเป็น เห็นแล้วเหนื่อยใจ สมัยที่ผมเป็นเด็ก ตอนนั้นยังเป็นหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านมันเป็นหมู่บ้านมากกว่านี้ ผู้คนรู้จักกันทั้งหมู่บ้าน พูดจาพาทีร่วมมือร่วมใจกัน มีน้ำใสใจจริงให้แก่กัน มีความจริงใจต่อกัน เด็กๆอย่างเราๆตอนนั้นก็มักเล่นกันเป็นกลุ่มใหญ่ที่สนามโรงเรียนบ้าง ไปเล่นคุ้มนั้นคุ้มนี้ในหมู่บ้านบ้าง ไปได้อย่างสบายใจ แต่เดี๋ยวนี้เวลากลับบ้านมองไปที่สนามโรงเรียนที่อยู่ติดกับบ้านของผมมันเงียบเหงาเหลือเกิน เด็กสมัยทุกวันนี้เขาเล่นอะไรกัน? เวลาเย็นๆไปจับกลุ่มเล่นที่ไหนกัน หรือว่าอยู่บ้านใครบ้านมันซ๊ะส่วนมาก ส่วนผู้ใหญ่นั้นเขาใส่หน้ากากเข้าหากันบ่อยขึ้นความจริงใจหาได้น้อยเหลือเกิน นี่ก็แค่สังคมชนบทกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ผมสังเกตุ แล้วมาดูระดับที่ใหญ่ขึ้น ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับประเทศ ตลอดจนถึงโลกใบนี้ ไม่ต้องพูดถึง พูดแล้วยาวแน่นอน โลกมันเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนมันเป็นเรื่องของโลก เราไปหมุนตามโลกมันก็เวียนหัวตายกันพอดี จุดที่เหมาะสมที่สุดที่จะต้องเริ่มคือตัวเรานี่แหละ คือพยายามน้อมนำศีลธรรมเข้ามาสู่ตัวเอง อันไหนไม่ดีก็ละๆออกไป ละออกไป ให้มันน้อยลง เบาลง ปรับทัศนคติให้ถูกต้องให้มันมีสัมมาทิฐิ ปัญญามันก็จะเริ่มมีๆ ยิ่งหากได้ครูดี ได้ฟังคำสอนดีๆ ได้อ่านหนังสือดีๆ ที่สำคัญได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี เพราะเริ่มจากการได้ฟังข้อคิดดีๆ จึงทำให้คิดดี พอคิดดี การกระทำมันก็พลอยดีไปด้วย มันก็สืบเนื่องกันมาอย่างนั้น เราก็เห็นอะไรได้ถูกต้องตามความเป็นจริงมากขึ้น แนวคำสอนอะไรดีก็ได้น้อมนำมาปฏิบัติ น้อมเข้าเอามาใส่ตัว มันก็ค่อยเป็นค่อยไปอย่างนั้นในการเปลี่ยนแปลง  ถึงแม้บางครั้งจะมองตัวเองว่าหนาเหลือเกิน ฌาณ ญาณ อะไรไม่เคยเกิดบ้างเลยหรอ สงสัยเรามันมีบุญน้อยด้อยวาสนาซ่ะล่ะมั้ง แม้การนั่งหลับตา ภาวนาจะยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร แต่การฟังธรรมบ่อยๆ อ่านบ่อยๆ มันก็น่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรๆหลายๆสิ่งหลายๆอย่างในตัวของเราไปเยอะอยู่เหมือนกัน จากการที่ไม่ค่อยจะได้สวนมนต์บ่อยนัก ก็มาเป็นทำทุกวัน อย่างไม่ทำก็คือก่อนนอนต้องทำ ไม่งั้นเหมือนมีความผิด มันเป็นอย่างนั้น ตั้งใจไว้เลยว่าขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ต้องทำ ทำจนกลายเป็นเรื่องปกติไปเลย จากที่ไม่เคยตักบาตร นานๆได้ทำที ช่วงหลังมานี้ก็ตื่นมาทำให้มันบ่อยครั้งขึ้น มันจะต้องตื่มเช้ากว่าเดิมมากเลยที่เดียว เพราะไหนจะต้องมาล้างหม้อหุงข้าว สวดมนต์ทำวัตรเช้า พอเสร็จก็มาทำกับข้าว ถ้าวันไหนนอนดึก แล้วลุกไม่ไหวตื่นมาตี 5 แล้วจะไม่ได้สวดมนต์ เพราะจะเตรียมข้าวของที่จะใส่บาตรตอน 6 โมงเช้าไม่ทัน ก็จะใส่องค์เดียว เพราะพระที่มาจะทยอยมาทีละองค์ นี่ถือเป็นสิ่งดีก็ว่าได้ ที่จะไม่ต้องลำบากใจหากพระมาหลายองค์เดินต่อกันเป็นแถว แต่เราใส่ให้องค์เดียว เพราะ เราก็ใช่ว่าจะมีเยอะ ถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่สบายใจกันทั้งสองฝ่าย การตักบาตรนี้ก็เป็นแค่สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยลดความตระหนี่ของเราลงไปอีก มีคำกล่าวที่บอกว่ามือผู้ให้นั้นสูงกว่ามือผู้รับ นั้นเป็นการบอกถึงว่าเราได้ยกระดับจิตของเราสูงขึ้นมาอีกระดับ เวลาได้ให้ โดยไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน นอกจากหวังว่าผู้รับจะมีความสุข ได้กินได้ใช้ หากแต่ผู้รับเป็นผู้ที่ควรแก่การให้ด้วยแล้ว เป็นคนดี มีศีล มีคุณธรรมด้วยแล้ว คนที่มีความสุขยิ่งกว่านั้นเป็นเรานี่แหละ เพราะสิ่งที่ได้ให้ไปเรารู้ได้แน่นอนว่าไม่สูญเปล่า เราจะต้องได้อานิสงค์อย่างแน่นอน  มากน้อยเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่ที่ผู้ให้ สิ่งของที่ให้ สุดท้ายคือผู้รับ ทำทุกวันได้ยิ่งดีแต่ผมนั้นทำไม่ได้ครับแต่ก็อยากทำได้ เพราะเคยอ่านประวัติพระสุปฏิปันโนหลายๆท่าน บางวันท่านก็ได้ข้าวเหนียวมาปั้นหนึ่งหรือก้อนหนึ่งไม่มีกับข้าวก็ต้องฉันข้าวเหนียวเปล่าๆอย่างนั้น บางวันไปไม่ได้อะไรเลยก็มี เดินกลับวัดโดยที่บาตรยังว่างเปล่าก็มี พระบางวัดคนไม่ค่อยมาใส่บาตร ที่บางที่ท่านเหล่านั้นลำบากในเรื่องการกิน การฉัน ส่วนบางที่ก็อุดมสมบูรณ์เหลือเกิน เคยเห็นพระนั่งรอคนมาใส่บาตรหน้าตลาด ได้ข้าวปลาอาหารเป็นเข่งๆ เต็มรถเข็น ทำให้อดคิดไม่ได้ ทั้งที่เป็นอกุศลและกุศล(แต่คิดลบจะมากกว่า)อีกอย่างเวลาเห็นผู้คนที่ใส่บาตรทีไรนึกถึงคุณยายกับคุณย่าทุกที เพราะท่านทำให้เห็นเป็นประจำไม่ได้ขาด ภาพที่เคยไปนั่งรอพระเพื่อที่จะใส่บาตรกับคุณยายยังจำได้ดี คุณยายเป็นคนใจดี ยายยิ้มเก่ง นานๆครั้งที่ผมจะได้ไปบ้านยายช่วงหลังมานี้ แต่เป็นเด็กๆนั้นไปเกือบทุกครั้งที่พ่อกับแม่พาไปและก็ไปบ่อยๆ ยิ่งตอนเด็กการเดินทางยากลำบาก ต้องนอนค้างคืน ทุกเช้าจะได้ยินเสียงตาสวดมนต์ทำวัตรเช้าแต่เช้ามึด ได้ยินทุกครั้งเพราะเวลานอนจะนอนใกล้ห้องตา บ่อยครั้งที่คุณตาจะจับผมมานั่งอบรมสั่งสอนธรรมะ เล่านิทานให้ฟัง ทานข้าวเย็นเสร็จก็ต้องมานั่งฟังตาแล้ว ไม่รู้เป็นไรไม่ยอมหนีไปที่อื่น(บางครั้งเราก็เบื่อนะบางทีเรื่องมันวนเวียนอยู่แต่เรื่องเก่าๆนะ) อยู่ฟังจนต้องนอน หรือไม่ก็ได้เวลากลับบ้าน ถ้าไม่มีใครมาเรียกมาขัดจังหวะคุณตาไม่ปล่อยเราง่ายๆ ทั้งๆที่หางกับคุณตาแต่กับว่าได้พูดคุย ได้ถูกคุณตาอบรมมากกว่าคุณปู่ ส่วนคุณปู่อยู่ใกล้ๆแต่ไม่ค่อยได้พูดกันเท่าไหร่นัก ส่วนมากคุณปู่ชอบใช้งานลูกหลานแต่เราไม่ค่อยโดนใช้เพราะอยู่ไกล้จากบ้านของแกที่สุดแถมตัวเล็กสุดไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรมากมาย วันไหนเสียงปู่มาถึงบ้านแต่เรายังไม่ลุก จะต้องรีบลุก เดี๋ยวโดนด่า ชะลอหลังยาว ต้องรีบไปล้างหน้าทำหน้าตาสดใสเหมือนตื่นนานแล้ว ถ้าวันไหนตื่นก่อนก็สบายใจไป เพราะคุณปู่ชอบเดินสำรวจตอนเช้าๆ ด้วยที่บ้านเราไกลสุดก็รอดตัวบ่อย ตอนนี้เหลือคุณย่าคนเดียวกลับบ้านก็พยายามไปบ้านคุณย่าท่านบ่อยๆขึ้น เวลาที่ลูกหลานมากันเยอะคุณย่าแกมีความสุขนะ นับว่าคุณย่าโชคดีและมีบุญ ที่มีลูกหลานรวมอยู่ใกล้ๆ ลูกทุกคนอยู่ติดกันหมดเรียกว่าบ้านติดกันเป็นแถวไปเลยตอนนี้คุณย่าคือศูนย์รวมเปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกของหลาน เหลนด้วยเริ่มทยอยเกิด ตอนนี้เหลนมีเยอะ วิ่งวุ่นไปหมด ตัวผมเองคิดว่าคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ท่านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีศีล มีคุณธรรม เป็นที่เคารพ เคารพกันด้วยคุณธรรม เรียกว่าถ้าจะแก่ก็แก่ไปพร้อมกับคุณธรรมความดี เชื่อเหลือเกินว่าไม่มีทางที่ท่านจะไปตกอบายภูมิอย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่ภูมิใจว่าเราได้เกิดมาในครอบครัวที่ดี สมกับว่าเรามีกรรมเป็นกรรมเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ เรามีกรรมเป็นของๆตน และก็ต้องคิดอีกว่า เรากำลังกินของเก่าอยู่หรือเปล่า สิ่งดีที่ปู่ย่าตายายของเรามี ที่ท่านทำไว้เป็นแบบอย่างเราต้องทำตามบ้างสิ่งที่กลัวเสมอคือการที่เกิดมาทำตัวแย่กว่ารุ่นก่อน อายนะที่ใครเอาเราไปเปรียบเทียบแล้วเราอยู่ในสถานะที่สู้รุ่นก่อน คือ รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตอนนี้ถือว่ายังแย่กว่าเยอะ ดีกว่าก็ที่มันหัวสมัยใหม่ไวกว่าแค่นั้นเอง พูดกันมายาวอธิบายกันมากมาย เล่าไปเยอะ แต่นี้ก็ส่วนหนึ่งเล็กๆของไดอารี่ เรื่องราว ที่กล่าวถึงคำสอนที่ได้รับมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ได้ชื่อว่าเลิศที่สุดของโลก ตรัสรู้ธรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุด โดยผ่านการสังสอนถ่ายทอดสืบเนื่องต่อกันมาจนถึงเรานั้น เราควรที่จะเคารพบูชาพระพุทธองค์ พระธรรมของพระองค์ และเหล่าอริยสาวกของพระองค์ และการบูชาที่ดีที่สุดคือการบูชาด้วยการปฏิบัติเป็นพุทธบูชา ถือว่าเป็นการบูชาที่ถูกต้องที่สุด ขอฝากไว้

Posted on 08/10/2008, in ธรรมะ, เรื่องทั่วไป and tagged . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: