พื้นฐานของวิปัสสนาญาณ

F2F4C_meditation      จากนี้ไปจะได้อธิบายวิธีวางพื้นฐานของวิปัสสนาญาณ  พื้นฐานของวิปัสสนาญาณนั้น มีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น  ไม่มีทั่วไปเหมือนกับการทำสมาธิ  วิปัสสนาญาณคือ ความรู้เห็นที่แจ้งและรู้เห็นจริงในสภาวะธรรมทั้งหลาย วิปัสสนาญาณแปลว่า  ปัญญาที่หยั่งรู้ในสัจธรรมตามความเป็นจริง  ปัญญาที่หยั่งรู้นี้ต่อเนื่องมาจากปัญญาในองค์มรรค คือ สัมมาทิฏฐิ ปัญญาที่เห็นชอบ สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ นี่เป็นพื้นฐานของวิปัสสนาญาณโดยตรง  ความเห็นที่ชอบธรรม  ความเห็นในสัจธรรมที่เป็นจริง  ถ้าความเห็นที่จริงแล้ว ความดำริพิจารณากลั่นกรองในสัจธรรม  ก็ดำริพิจารณาไปตามความจริง  สัมมาทิฏฐิเหมือนกับรูปแปลนแผนผังที่จะก่อสร้าง  สัมมาสังกัปโปคือนายช่างที่จะต้องทำให้ถูกตามแปลนนั้นๆ จะเป็นบ้านเรือนหรืออาคารต่างๆ  ที่มั่นคงถาวร ก็ขึ้นอยู่กับการวางพื้นฐานให้ถูกต้องในเบื้องต้นฉันใด  สัมมาทิฏฐิ คือปัญญาที่เห็นชอบนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด  แม้สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ ก็มาขึ้นต่อสัมมาทิฏฐิ  คือปัญญาที่เห็นชอบฉันนั้น      การทำสมาธิต้องมีสัมมาทิฏฐิ  คือปัญญาที่เห็นชอบเป็นพื้นฐาน มิเช่นนั้นจะเป็นมิจฉาสมาธิโดยไม่รู้ตัว  จะผิดพลาดจากสัมมาสมาธิไปได้ง่าย  คำว่าสมาธิคือ  ความตั้งใจมั่น  จะตั้งใจมั่นเป็นสัมมาสมาธิในองค์มรรคหรือไม่  หรือตั้งใจมั่นในมิจฉาสมาธิ  นี้ก็ต้องมีสัมมาทิฏฐิ คือปัญญาที่เห็นชอบในสมาธินั้นๆ อย่างถูกต้อง  หรือให้ปัญญาเป็นพี่เลี้ยงในองค์สมาธิโดยรอบคอบ  มิเช่นนั้นจะกลายเป็นโมหสมาธิ  เป็นมิจฉาสมาธิโดยไม่รู้ตัว
      ฉะนั้น  จึงมีปัญญาเป็นเครื่องสอดส่องดูแล  ในความรู้เห็นที่เกิดขึ้นจากสมาธิอย่างใกล้ชิด  ถึงจะมีนิมิตเกิดขึ้นเป็นลักษณะใด  ก็ให้ทำความเข้าใจว่านั้นคือสังขาร  จะเห็นรูปร่างกายตัวเอง  เห็นเนื้อหนังกำลังพุพองเปื่อยเน่า  เห็นโครงกระดูกของตัวเองและคนอื่น  การเห็นลักษณะนี้ เห็นเป็นเพียงนิมิตเท่านั้น  อย่าเข้าใจว่าตัวเองเห็นอสุภะเลย  เพราะอสุภะไม่ใช่การเห็นในนิมิตแต่อย่างใด  การเห็นอสุภะที่จริงต้องเห็นด้วยปัญญา  การเห็นนิมิตในสมาธินั้นจะไม่เกิดวามเบื่อหน่ายแต่อย่างใด  จะให้จิตมีความเบื่อหน่ายได้  ก็ต้องมีปัญญาพิจารณาให้รู้จริง  เมื่อจิตรู้จริงตามปัญญาแล้ว  ก็จิตนั่นเองจะเกิดความเบื่อหน่ายคลายจากความกำหนัดยินดี  จะเห็นนิมิตเป็นพระพุทธเจ้า  เห็นเป็นพระพุทธรูป  เห็นเป็นดวงแก้ว  เห็นความสว่าง  นี้ก็เป็นผลเกิดขึ้นจากสมาธิ  ยังตกอยู่ในสังขาร  ตกอยู่ในไตรลักษณ์คือความไม่เที่ยงทั้งนั้น

 หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ 

Posted on 11/03/2009, in ทวนกระแสโลกพบกระแสธรรม. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: