การพิจารณารูปขันธ์

F2F4C_meditation       ความไม่สวยงามในร่างกายนี้  ผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะรู้เห็นตามความเป็นจริง  ธรรมชาติเดิมของร่างกายแล้ว  ไม่มีสิ่งใดเป็นของสวยงาม  มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก  ถึงจะอาบน้ำชำระรักษาอยู่ก็ตาม  ความสกปรกในร่างกายนี้หาหมดไปไม่  ถ้าไม่อาบน้ำภายในสิบวัน  ความสกปรกของร่างกายก็จะส่งกลิ่นออกมาภายนอก  จะเป็นที่ขยะแขยงของสังคม  เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก  ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นของสวยงามและก็ไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็นของสวยงามแต่อย่างใด
      ความสวยงามนั้นมีอยู่ที่กิเลส  สังขาร โมหะ  อวิชชา มีความเข้าใจผิด  รูปนั้นจึงมีความสวยงาม  รูปสวยงามเพราะความรัก  รูปสวยงามเพราะความยินดี  รูปสวยงามเพราะความใคร่  รูปสวยงามเพราะมีความกำหนัด  ถ้าจิตไม่มีความรัก  ความใคร่  ความกำหนัดแล้วรูปนั้นจะไม่มีสิ่งใดเป็นของสวยงามเลย  เพราะความสวยงามนั้นไม่ขึ้นอยู่กับรูปร่างกลางตัวแต่อย่างใด  ถึงจะมีเครื่องประดับประดาตกแต่งไว้ ก็เพียงเป็นเครื่องฉาบทาไว้ข้างนอก  และฉาบทาไว้ตามผิวหนังที่ผิวเผินเท่านั้น เหมือนกันกับหีบศพที่ประดับด้วยแสงสีและลวดลายต่างๆ ไว้ภายนอก ส่วนภายในหีบศพนั้นย่อมเป็นซากศพที่มีความสกปรกเปื่อยเน่าและส่งกลิ่นอันเหม็นคลุ้งอยู่ตลอดเวลาฉันใด รูปร่างกายเราและรูปร่างกายคนอื่น  ถึงจะมีเครื่องประดับที่สวยงามแล้วเอาน้ำหอมฉาบทาไว้  ก็เพียงกลบกลิ่นอันเหม็นคาวของร่างกายฉันนั้น  และเพื่อให้สังคมมนุษย์เราอยู่ร่วมกันได้ 
      การพิจารณาด้วยปัญญาก็เพื่อให้จิตได้รู้ความจริงของธาตุขันธ์  ให้รู้ความเกิดขึ้นของธาตุขันธ์  ให้รู้ความเป็นอยู่ของธาตุขันธ์  ให้รู้ความดับไปของธาตุขันธ์  การเกิดขึ้นของธาตุขันธ์นั้น  ถึงเราจะไม่รู้ด้วยตาเนื้อก็ตาม  เราก็ต้องพิจารณากันด้วยเหตุผล  พิจารณาคาดหมายไปตามหลักความจริงเพราะการเกิดขึ้นของธาตุขันธ์ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้วันหนึ่งวันเดียว  ไม่ใช่จะเกิดขึ้นเป็นตัวมีอวัยวะครบถ้วนพร้อมกันหมด  ในครั้งแรกก็อาศัยกลละของบิดามารดา ต่อมาก็เป็นน้ำมันใส น้ำมันใสก็กลายเป็นน้ำเลือด เป็นก้อนเลือดขึ้นมาเป็นลำดับ แล้วแตกออกเป็นปัญจสาขา มีศีรษะ แขนสอง ขาสอง อวัยวะทุกส่วนก็ค่อยเจริญขึ้นมีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ปอด พังผืด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง  น้ำเลือด  สิ่งเหล่านี้ก็เกิดจากก้อนเลือดทั้งสิ้น  มีตา หู จมูก ลิ้น กาย สิ่งเหล่านี้ก็มีความสมบูรณ์เมื่อถึง ๙-๑๐ เดือน ก็คลอดออกจากท้องแม่มาเป็นเด็กตัวแดงๆ อาศัยน้ำนมและอาหารเหลวที่แม่ได้บำรุงและทะนุถนอม เด็กก็ค่อยเจริญขึ้นเป็นเด็กโต แล้วกลายเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นคนเฒ่าคนแก่  คนเจ็บคนตายในที่สุด 
      เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว  ความทุกข์กายความทุกข์ใจก็เป็นเงาตามตัว  ความไม่เที่ยงก็เปลี่ยนสภาพมาตั้งแต่เป็นก้อนเลือด  เป็นเด็กก็แปรสภาพมาจากก้อนเลือด  แล้วเป็นหนุ่มเป็นสาว  แล้วก็แปรสภาพกลายเป็นคนเฒ่าคนแก่  และแปรสภาพเป็นคนเจ็บคนตายในที่สุด  เมื่อตายแล้วธาตุขันธ์ทั้งหมดนั้นก็จะลงสู่อนัตตา คือ  ความไม่เป็นสัตว์ไม่เป็นบุคคลไม่เป็นเราและไม่เป็นเขาใดๆ ทั้งสิ้น  ความเข้าใจเดิมว่าตัวตนของเราก็จะเป็นโมฆะ  ไม่มูลความจริงแต่อย่างใด    ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เข้าใจว่าตัวตนก็จะแตกสลายเป็นธาตุเดิมคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไปตามมูลความจริงของอนัตตา คือความสูญเปล่า  ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราตามความเข้าใจ

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

Posted on 16/03/2009, in ทวนกระแสโลกพบกระแสธรรม. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: