การพิจารณาหลักความจริงด้วยเหตุผล

F2F4C_meditation
      ธาตุขันธ์ของคนที่ตายไปก่อนแล้ว ธาตุขันธ์ของผู้กำลังจะตายอยู่ในปัจจุบัน ธาตุขันธ์ของผู้กำลังจะตายอยู่ในอนาคต ต่างเป็นอนัตา คือความสูญเปล่าด้วยกันทั้งนั้น  การพิจารณาด้วยปัญญาก็จะพิจารณาตามหลักความจริง ปัญญาในขั้นนี้ยังเป็นปัญญาอยู่ในความคาดหมาย  แต่ก็ต้องคาดหมายให้ถูกหลักความจริง อาศัยหลักสมมติเดิมเป็นเหตุผล เพราะอวัยวะทุกส่วนของร่างกายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่เป็นจริง  การตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ด้วยเหตุปัจจัยที่เป็นจริง  ร่างกายนี้จะแตกสลายไปก็แตกสลายไปตามตามเหตุปัจจัยที่เป็นจริง
      การพิจารณาตามหลักความจริงนี้ก็เพื่อให้จิตรู้จริงตามปัญญาเพราะขณะนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษา  พยายามฝึกหัดปัญญาและฝึกหัดจิตให้เป็นไปในสัจธรรมที่เป็นจริง  จะคอยให้ปัญญาเกิดขึ้นเอง  จะคอยให้จิตรู้เห็นในสัจธรรมเองนั้น เป็นสิงที่ขาดเหตุผล  ถึงสัจธรรมมีประจำอยู่ในโลกนี้มาแต่กาลไหนๆก็ตาม ถ้าขาดการศึกษาแล้วก็หารู้ตามความเป็นจริงไม่  เหมือนกันกับทรัพยากรอันมีค่าที่อยู่ในแผ่นดิน เช่น เพชร พลอย หรือแร่นานาชนิด ถ้าขาดการศึกษาแล้ว ก็ไม่รู้คุณค่าแต่อย่างใด เหมือนกับไก่ที่คุ้ยเขี่ยหากินตามประสา ถึงจะไปพบเพชรนิลจินดาก็ไม่มีประโยชน์เลยฉันใด สัจธรรมที่มีอยู่เต็มโลกถ้าขาดจากการศึกษาแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะรู้เห็นด้วยจิตตามความเป็นจริงฉันนั้น  จิตก็ย่อมมีความรู้เห็นผิดเพี้ยนจากความจริงไป  ทั้งๆที่สัจธรรมก็มีความจริงอยู่อย่างนั้นมาแต่กาลไหนๆ   เมื่อจิตไม่มีปัญญาจึงหลงยึดเมื่อไม่สมปรารถนาที่ตั้งไว้ก็เกิดความเดือดร้อนโศกเศร้าเสียใจ  จึงว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สมใจนึกก็เป็นทุกข์  ความปรารถนานั้นย่อมปรารถนาเอาแต่สิ่งที่ถูกใจและชอบใจด้วยกันทั้งนั้น  การเกิดก็ต้องการแต่ตระกูลที่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข  สมความปรารถนาด้วยกันหมดทุกคนแล้ว  สภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ในโลกก็จะไม่เป็นอยู่ในสภาพนี้
      ถ้าทุกคนมีฐานะความเป็นอยู่เท่าเทียนกันก็จะไม่มีใครว่าใครได้เพราะมีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เหมือนกันทั้งหมด  หรือถ้าคนกำพร้าอนาถา  ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มียศ มีแต่การกล่าวร้าย นินทา มีความทุกข์กาย ความทุกข์ใจตลอดเวลา โลกมนุษย์นี้ก็ไม่มีใครต้องการความเกิด  เพราะมนุษย์เรานั้นต้องการความสุข คำว่าเสื่อมจากลาภ เสื่อมจากยศ คำนินทาว่าร้าย และความทุกข์นานาชนิด สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครต้องการทั้งสิ้น แต่ก็หนีไม่พ้น
      เพราะโลกนี้มีสัจธรรมครอบไว้แล้วอย่างพร้อมมูล  จะเลือกเอาแต่ความสุขอย่างเดียวไม่ได้  เราต้องการสิ่งใด ชอบในสิ่งใด ยินดีในสิ่งใด ต้องการอยากให้สิ่งนั้นๆ มีความจีรังถาวรตลอดไป  เมื่อสิ่งนั้นๆไม่สมปรารถนาก็เกิดความทุกข์ใจ  นี้เราพยายามอยากจะฝืนธรรมชาติที่เป็นสัจธรรมอยู่เสมอ  แต่ก็ไม่มีใครในโลกนี้จะสมความปรารนาสักคนเดียว  รายไหนก็รายนั้น  ไม่มีใครมีความสมหวังดังความตั้งใจเลย เมื่อเกิดมาแล้วก็มาแก่มาเจ็บมาตายด้วยกันทั้งนั้น
      นี้ก็ให้เรามาฝึกหัดปัญญาให้มีความฉลาด  มาฝึกหัดจิตให้รู้ตามความเป็นจริง  ปัญญาพิจารณาในสัจธรรมส่วนไหนก็กำหนดจิตเพ่งดูในสัจธรรมนั้นๆ ให้จิตรู้เห็นตามปัญญาโดยตลอด  เหมือนกับฉายไฟอยู่ในที่มืด เมื่อแสงสว่างของไฟหมุนไปทางไหน  ตาก็รู้เห็นวัตถุที่แสงไฟส่องไปฉันใด  จิตเมื่อมีแสงสว่างของปัญญาได้ส่องทางให้แล้ว  จิตก็รู้เห็นในสัจธรรมนั้นๆ อย่างถูกต้องฉันใด เห็นทุกข์เป็นทุกข์ เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงก็รู้เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง  สภาพที่ไม่มีตัวตนก็รู้เห็นเป็นสภาพที่ไม่มีตัวตน  ถ้าจิตรู้เห็นจริงตามปัญญาอยู่อย่างนี้  ชื่อว่าจิตมีความรู้เห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง  

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

Posted on 19/03/2009, in ทวนกระแสโลกพบกระแสธรรม. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: