ปัญญาพิจารณาสังขารในไตรลักษณ์

F2F4C_meditation
      การพิจารณาด้วยปัญญาผิดกันกับการทำสมาธิอยู่บ้าง  เพราะการทำสมาธิต้องตัดขาดในสิ่งที่เป็นอดีตที่ล่วงมาและตัดขาดในอนาคตที่ยังไม่มาถึง  แม้จะอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ให้คิดในเรื่องใดๆทั้งสิ้น  เพียงให้มีอารมณ์กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งบริกรรมอยู่เท่านั้น
      การพิจารณาด้วยปัญญานี้ต้องมีความรู้รอบในเหตุการณ์ต่างๆทั้งภายนอกและภายใน  เช่น ไปเห็นคนแก่  คนเจ็บ  คนตาย  ก็กำหนดจิตพิจารณาด้วยปัญญาลงสู่ไตรลักษณ์  ถ้าเห็นคนแก่ก็พิจารณาในเรื่องความแก่ในรูปสังขาร  ว่าไม่มีใครๆ ในโลกนี้จะต้านทานไว้ได้ ถึงจะมีอาหารหวานคาวที่ดีเลิศ  โอชารส  เอร็ดอร่อย  เอาเข้ามาหล่อเลี้ยงให้ร่างกายนี้มีความหนุ่มแน่นตามความต้องการของเราก็หาสำเร็จไม่  ความแก่นี้จะไม่อยู่ในอำนาจของใครๆทั้งสิ้น  ถึงจะให้ที่อยู่ที่นอนดีเลิศสักเท่าไร  ความแก่นี้ก็จะไปตามสายทางของความแก่อยู่ตลอดไป ถึงจะมีอำนาจวาสนาที่สูงส่งก็ตาม  ความแก่ของร่างกายก็จะแก่ไปตามหน้าที่ของมัน เมื่อรูปร่างกายแก่มากลงไปเท่าไร  ทุกขัง อนิจัง  ก็เด่นขึ้นมาอย่างมองเห็นได้ชัดทีเดียว
      มีตา  แต่ก่อนมองดูในสิ่งใดจะใกล้หรือไกล  ก็มองเห็นได้ชัด  แต่บัดนี้รูปร่างกายแก่ตัวลงจะมองดูในสิ่งใดก็ฝ้าฟางหรือมองดูอะไรไม่เห็นเสียเลย  การเดินเหินก็ไม่สะดวก  หนักเบาแต่ละครั้งก็พึ่งตัวเองไม่ได้  นี้ก็เพราะความไม่เที่ยงของรูปร่างกาย  จึงเป็นอยู่ด้วยความเป็นทุกข์ คนแก่นี้ในครั้งก่อนก็เคยเป็นเด็กเหมือนกันกับเด็กทุกวันนี้  แล้วก็เจริญขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาว  อนิจจังความไม่เที่ยงของรูปสังขารพาให้เปลี่ยนไปจนมาถึงปัจฉิมวัย  ร่างกายทุกส่วนก็เหี่ยวแห้งหย่อนยาน  กำลังวังชาก็ลดน้ยถอยลง แทบจะพึ่งตัวเองไม่ได้เลย
      มีหู  แต่ก่อนเมื่อยังหนุ่มก็ฟังเสียงอะไรได้ชัดเจน  บัดนี้ร่างกายแก่แล้วหูจะฟังอะไรก็ไม่ถนัด  หรือฟังอะไรไม่ได้ยินเสียงเสียเลยนี้ก็เป็นอนิจจัง ทั้งๆที่ไม่อยากให้เป็นไป  เมื่อฟังเสียงสิ่งใดไม่ได้ก็เป็นทุกข์ จมูก ลิ้น กาย แต่ก่อนเคยใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว  แต่บัดนี้อนิจจังพาให้เป็นไป จึงทำให้เป็นทุกข์ เมื่อเราเห็นคนแก่และพิจารณาในเรื่องความแก่ของผู้อื่นแล้ว  จึงให้น้อมเอาเรื่องของความแก่ของผู้นั้นเข้ามาหาตัวเรา  และให้พิจารณาความแก่ของเรา  ให้กำหนดจิตตั้งใจพิจารณาดูตัวเองว่าเราก็ต้องแก่เหมือนคนนั้น  สังขารร่างกายเราแต่ก่อนก็เป็นเด็ก  แต่บัดนี้ร่างกายสังขารไม่ใช่เด็กเสียแล้ว  นี่เรากำลังแก่ แก่วันนี้บ้าง วันหน้าบ้าง  ที่สุดเรากจะเหมือนกันกับคนคนนั้น เพราะสังขารร่างกายเราทุกส่วนก็ตกอยู่ในไตรลักษณ์เหมือนกัน  ถึงเราจะให้อาหารการบริโภคอย่างเหลือเฟือและให้ที่อยู่หลับนอนเป็นอย่างดีก็ตามความแก่ก็จะไม่อยู่ในอำนาจเราเลย  ถึงเราจะให้เครื่องประดับประดาตกแต่งด้วยครีมนานาชนิดมาฉาบไว้ให้ร่างกายเรานี้หนุ่มแน่นกลับเป็นหนุ่มเป็นสาวตามเดิม  ร่างกายนี้ก็ไม่เป็นไปตามความต้องการของเราเลย นี้เราจะฝืนธรรมชาติเดิม ร่างกายนี้ก็ไม่เป็นไปตามความต้องการของเราเลย นี้เราจะฝืนธรรมชาติเดิมของสังขารไปถึงไหน!
      ถ้าเป็นไปในลักษณะนี้  สมควรแล้วหรือที่เราจะมาหลงว่าร่างกายนี้เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา แม้คนทั่วไปทั้งโลกก็มีความเข้าใจว่าร่างกายนี้เป็นตัวตนด้วยกันทั้งนั้น ให้พิจารณาว่า  ถึงร่างกายนี้จะเป็นตัวตนก็เพียงว่าเป็นตัวตนอาศัยชั่วคราวเท่านั้น  ไม่กี่วันเราก็จะต้องทอดทิ้งร่างกายนี้ไป  และเราก็จะไม่หอบหิ้วเอาร่างกายนี้ไปด้วยเลย  นี้เราก็เคยเกิดเคยแก่อยู่ในโลกนี้มานาน  เกิดในชาตินี้ก็มาแก่อีก  และจะเกิดแก่ในชาติอนาคตต่อไป
      ตราบใดเรายังมีกิเลสตัณหาอยู่  เราก็จะล่องลอยไปตามกระแสของวัฏฏะ  ไม่มีทางที่จะสิ้นสุดลงได้เลย  นี้เป็นแนวชี้แนะการพิจารณาด้วยปัญญา  เมื่อเราเห็นคนแก่ก็พิจารณาความแก่แล้วน้อมเข้ามาหาตัวเองและพิจารณาความแก่ของตัวเอง  จงพิจารณาให้มากกว่านี้และให้ใช้ความสามารถจากปัญญาของตัวเอง อย่าไปเอาปัญญาคนอื่นมาเป็นของตน  เราไปเห็นความเจ็บด้วยอาการอย่างไร  เราก็พิจารณาดูความเจ็บของคนคนนั้นแล้วน้อมเข้ามาหาตัวเองว่า  เราก็ต้องเจ็บอย่างคนคนนั้น แนวทางพิจารณาก็ให้เป็นรูปเดียวกันกับการพิจารณาความแก่นั่นเอง  แต่เพียงเปลี่ยนว่าความเจ็บเท่านั้น  และให้กำหนดพิจารณาด้วยความตั้งใจจริงๆ
     อย่าพิจารณาเร็ว  ถ้าพิจารณาเร็ว การพิจารณาจะไม่ละเอียดและจิตก็จะรู้ตามปัญญาไม่ทัน  ความตั้งใจมั่นในการพิจารณาด้วยปัญญาก็จะมีช่องว่าง  ถ้ามีช่องว่างเมื่อไหร่ กิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อวิชชา ก็จะเข้าสวมรอยเมื่อนั้น  การพิจารณาด้วยปัญญาก็จะสิ้นสุดลงเพราะถูก  กิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อวิชชา เข้ามาเป็นเจ้ากี้เจ้าการออกประกาศว่า สิ่งเหล่านี้เรารู้หมดแล้ว  เราได้เรียนผ่านมาหมดแล้ว  จะเทศน์ให้ใครต่อใครฟังก็ได้  จะหยุดนั่งสมาธิ  หยุดเดินจงกรมเสีย  นอนดีกว่า  เรื่องแบบนี้ผู้เขียน(หลวงพ่อทูล ขิปฺปญฺโญ)เคยถูกกิเลสต้มตุ๋นมาแล้ว  จึงได้นำเอาความโง่ๆของตัวเองนี้มาเปิดเผย  เพื่อจะได้เกิดความละอาย  จะได้มีความขยันหมั่นเพียรคอยระวังกิเลสประเภทนี้ไม่ให้เข้ามาแทรกซ้อนในการภาวนาอีกต่อไป

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

Posted on 21/03/2009, in ทวนกระแสโลกพบกระแสธรรม. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: