การพิจารณาความตาย

F2F4C_meditation     เราเห็นความตายอยู่ที่ไหนก็พิจารณาได้ทันที หรือจดจำมาพิจารณาภายหลังก็ได้ การพิจารณาก็ต้องกำหนดจิตและตั้งใจพิจารณาอย่างจริงจังและทำจิตได้เกิดความสังเวชต่อความตาย อย่าไปเอาคำว่าธรรมดามาตัดรอนให้ปัญญาหมดไป โดยให้กิเลสตัดสินว่ารู้แล้ว ทั้งๆ ที่จิตยังไม่เกิดความกลัวและสลดใจ
     การพิจารณาต้องพิจารณาให้ละเอียด ให้เข้าถึงใจ ให้จิตได้รู้เห็นตามปัญญาอย่างชัดเจน การพิจารณาด้วยปัญญา ถ้าจิตไม่รู้เห็นตามปัญญาแล้ว ก็เหมือนกันกับคนตาบอดฉายไฟจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่บอดชอบอวดฉลาด การจดจำเอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นของตัวนั้นเก่งมาก ว่าสิ่งนั้นเราก็รู้ สิ่งนั้นเราก็เข้าใจ ทั้งๆ ที่ได้ยินจากคนอื่นเท่านั้นฉันใด จิตเมื่อไม่รู้เห็นตามปัญญาแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะรู้จริงเห็นจริงในสัจธรรมได้ฉันนั้น
     ถึงจะอ่านตำราจบตู้พระไตรปิฎก จิตก็ยังไม่ได้สัมผัสในสัจธรรมนั้นเลย ความรู้ที่เรียนรู้มายังเป็นภาคทฤษฎีไป ยังไม่เข้าใจในขอบข่ายแห่งความรู้จริงในสัจธรรมได้ เพียงเป็นหลักการวิชาการเท่านั้น เหมือนกันกับการเรียนหลักการ วิธีการในการทำอาหาร เมื่อจบหลักสูตรมาแล้วไม่เคยปรุงอาหารมารับประทานเองสักที รสชาติของอาหารนั้นเป็นอย่างไรหารู้ไม่ฉันใด การพิจารณาด้วยปัญญา เมื่อจิตไม่รู้เห็นด้วยตามปัญญาก็เป็นสัญญาไปฉันนั้น
     ถึงจะพิจารณาไปตามหลักความจริง ก็จริงพียงสัญญาเท่านั้น ถ้าเพียงเท่านี้ก็จะละกิเลสตัณหาไม่ได้เลย เพราะการละกิเลสตัณหาเป็นเรื่องของจิต ปัญญาเพียงเป็นแสงสว่างให้จิตได้รู้เห็นในความเป็นจริง เห็นโทษภัยในการเกิด แก่ เจ็บ ตายแล้ว ก็จิตนั้นแลจะหาทางให้พ้นไปจากการเกิดได้ ส่วนความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นผล และเป็นทั้งโทษภัยด้วย ถ้าตัดรากแห่งความเกิดได้แล้ว ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็หมดปัญหาไป
     เหมือนกับคนที่นอนหลับอยู่ในท่ามกลางแห่งภัยทั้งหลาย มีช้าง มีเสือ มีงูพิษอยู่รอบตัว เมื่อลืมตาขึ้นเห็นสัตว์ร้ายด้วยตาเองแล้ว แม้จะฝืนนอนต่อไปอีกก็นอนไม่ได้เลย มีแต่จะหาช่องทางวิ่งหนีจากภัยเหล่านั้นให้พ้นไปด้วยกำลังแห่งความกลัว ถึงที่นั้นได้เคยหลับเคยนอนมาแล้วนานสักเท่าไรก็ตาม เมื่อเห็นภัยเข้ามาคุกคามก็จะทอดอาลัยทันที นี้ฉันใด ขณะนี้จิตเรากำลังหลับก็ยังไม่เห็นภัยในการเกิด ไม่เห็นภัยในความแก่ ไม่เห็นภัยในการเจ็บ ไม่เห็นภัยในการตาย ถ้าจิตไม่เห็นภัยจิตก็มีความยินดีที่จะหลับอยู่อย่างนี้ตลอดไป เมื่อภัยมากระชั้นชิด ไม่มีทางออก ก็เป็นทุกข์ฉันนั้น
     ไม่อยากแก่ก็จำเป็นจะต้องแก่ ไม่อยากเจ็บก็จำเป็นจะต้องเจ็บ ไม่อยากตายก็จำเป็นจะต้องตาย ไม่อยากเกิดอีกก็จำเป็นจะต้องเกิดอีก เพราะเชื้อพาให้เกิดยังมี
     การพิจารณาความตายนี้ให้ถือว่าเป็นภัยที่สำคัญ เพราะทุกคนไม่ต้องการความตาย แต่ก็ยังยินดีในการเกิด ถ้าเกิดแล้วก็ไม่อยากตาย แต่มันเป็นไปตามความอยากของเราไหม? เราจะไปขัดขืนสัจธรรมด้วย วิธีนี้จะขัดขืนได้ไหม? ขัดขืนไม่ได้ เพราะสายทางแห่งสัจธรรมต้องเวียนรอบอยู่อย่างนี้ ไม่รู้ว่ากัปไหน กัลป์ไหน ตราบใดที่ยังมีโลกอยู่ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็หมุนเวียนเป็นวัฏฏะอยู่อย่างนี้ตลอดไป การพิจารณาความตายอยู่อย่างนี้อยู่บ่อยๆ ก็เพื่อให้จิตได้เกิดความกลัว ถ้าจิตมีความกลัวแล้ว หนทางที่จะทำไม่ให้ตายนั้นหาง่ายเหมือนกับบุคคลที่เห็นเสือแล้วกลัวเสือ หนทางที่จะหนีจากปากเสือ ก็คนที่กลัวเสือนั่นแหละจะหาเอง ที่ไหนจะพ้นจากปากเสือได้ คนนั้นจะวิ่งให้เต็มที่ คำว่าเดินโอ้เอ้อยู่ไม่มี หรือเหมือนกับขี้ไพ่ ไฮโล เห็นเจ้าหน้าที่ ทางออกอยู่ไหนไม่ต้องถามใครช่องไหนจะพ้นไปจากเจ้าหน้าที่ได้ เป็นอันวิ่งทันที
     การพิจารณานึกถึงความตายและการพิจารณาในความตายบ่อยๆ ก็เพื่อปลูกจิตให้ตื่น ให้จิตมีความกลัวในโทษภัยทั้งหลาย ให้จิตได้เกิดความเบื่อหน่ายในการเกิดการตายที่เป็นของซ้ำซาก ไม่มีสาระประโยชน์อะไรเลย เห็นคนตายอยู่ที่ไหนก็พิจารณาคนที่ตายไป แล้วน้อมเข้ามาหาตัวเอง ให้เทียบกันดูว่า ธาตุขันธ์ของคนที่ตายไปแล้วกับธาตุขันธ์ของเราผู้ยังมีลมหายใจอยู่นี้ ให้รู้เห็นเป็นสภาพเดียวกัน พิจารณาว่าแต่ก่อนผู้ตายไปนี้ เขาก็มีลมหายเหมือนกับเรา ความเป็นอยู่การไปมาก็เหมือนกันกับเรา ธาตุขันธ์เขากับธาตุขันธ์เราก็มีธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกัน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเขายังไม่ตายก็เหมือนกันกับเรา เราก็เหมือนกันกับเขา นี้เขาก็ได้หมดลมหายใจไปแล้ว นี้เราก็จะหมดลมหายใจและเหมือนกันกับคนที่ตายไปแล้ว คนที่ตายไปแล้วนี้ เมื่อครั้งเขายังมีชีวิตอยู่ เขาก็ยึดถือว่าร่างกายทั้งหมดนี้เป็นตนเป็นตัว และมีความกลัวต่อความตายและไม่อยากตายเลย
     ความไม่อยากตายนี้ก็เป็นวิภวตัณหา แต่ก่อนคนที่ตายไปนี้ก็มีความใจว่า ทรัพย์สมบัติที่เขาหามาได้จะน้อยหรือมาก เขาก็ยึดถือว่าเป็นของของเขา แต่บัดนี้สิ่งที่เขายึดถือว่าเป็นของของเขานั้น เขาเอาไปด้วยหรือไม่ เอาไปด้วยไม่ได้เลย ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่หามาได้นั้นเป็นของประจำโลก เพียงอำนวยความสะดวกเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เป็นปัจจัยที่อาศัยประจำวันและอาศัยไปจนหมดลมหายใจ เมื่อเขาตายไปทรัพย์สมบัติทั้งหลายนั้นก็ยังอยู่ในโลก และคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็อาศัยทรัพย์สมบัตินั้นต่อไป
     การพิจารณาความตายของคนอื่นก็ต้องพิจารณาให้ละเอียด แล้วน้อมนำมาพิจารณารูปร่างกายตัวเราเอง จงพิจารณาให้ละเอียด อย่าเห็นแก่ความมักง่าย อย่าพิจารณาเร็ว ให้พิจารณาช้าๆ ในขณะพิจารณาอยู่นั้นก็ให้กำหนดจิตรู้ตามปัญญาทุกครั้งเพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่กับปัญญาตลอดไป
     การนึกถึงความตาย การพิจารณาในความตาย ต้องพิจารณาให้มาก วันหนึ่งคืนหนึ่งจะกี่ร้อยกี่พันครั้งไม่ต้องนับ ไม่ใช่จะพิจารณาเพียงความตายของคนเราด้วยกันเท่านั้น แม้จะไปเห็นสัตว์อื่นที่ตายอยู่ในที่ต่างๆ ข้างถนนก็พิจารณาได้และน้อมเข้ามาหาตัวเอง และพิจารณาความตายของตัวเองให้เป็นสภาพเดียวกันกับสัตว์นั้นๆทุกประการ และพิจาณาให้รวมลงสู่ไตรลัษณ์ทุกครั้งไป
     มิใช่จะพิจารณาเพียงความตายเท่านี้ เมื่อเราไปเห็นคนและสัตว์มีความทุกข์ด้วยประการใด เราก็น้อมเข้ามาหาตัวเองว่า เราก็มีความทุกข์กายความทุกข์ใจเหมือนกัน เมื่อเราเห็นคนและสัตว์ที่มีอวัยวะไม่สมประกอบ เราก็น้อมมาหาตัวเราว่าเราก็เคยได้เป็นมาแล้ว และเราก็จะเป็นอย่างนี้ในชาติต่อไป เราไปเห็นยาจกอนาถาหาขอทานอย่างนี้มาแล้วและเราก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไปในชาติอนาคตอย่างแน่นอน ถ้าทำกรรมชั่วการพิจารณาด้วยปัญญาในวิธีนี้ ก็เพื่อลดทิฏฐิมานะของตัวเองและเพื่อให้จิตได้รู้ผลกรรมของผู้ที่กำลังได้รับผลในปัจจุบัน
     การพิจารณาด้วยปัญญานี้ เราจะยืน เดิน นั่ง นอน ก็พิจารณาได้ทั้งนั้น จะพิจารณาก่อนการทำสมาธิหรือทำสมาธิก่อนแล้วจึงพิจารณาด้วยปัญญาทีหลังก็ได้ การสร้างปัญญา เราอย่าพึ่งคนอื่นมากเกินไปให้เราใช้ความพยายามสร้างปัญญาให้แก่จิตตัวเอง ถ้าจะอาศัยปัญญาของคนอื่นไปเสียทุกอย่าง ปํญญาที่เราพิจารณาอยู่นั้นก็จะเป็นสัญญาโดยเราไม่รู้ตัว
     การสร้างปัญญาให้แก่ตัวเองต้องใช้ความสามารถฝึกหัดคิดค้นคว้าในสัจธรรมให้มากในเรื่องเดียว จะคิดพิจารณากี่ครั้งกี่หนไม่ต้องนับเหมือนกับโค่นต้นไม้ จะใช้มีดใช้ขวานฟาดฟันด้วยกำลังของตัวเองโดยไม่ต้องนับว่าฟันไปแล้วกี่ครั้ง รากเล็กรากใหญ่ที่มาขัดขวางก็ฟันเสียทั้งหมด เมื่อฟันขาดแล้ว ต้นไม้จะล้มไปเอง กาพิจารณาด้วยปัญญาก็ให้เป็นในลักษณะนั้น
     สิ่งใดที่สัมผัสด้วยตาด้วยหู ที่เป็นสื่อสารแห่งความชอบใจและเป็นสื่อสารแห่งความไม่ชอบใจ ความทุกข์ที่มีอยู่ในกาย ความทุกข์ที่มีอยู่ในจิต ก็นำมาพิจารณาให้รู้เห็นเหตุและปัจจัยว่า ความทุกข์นั้นมีอยู่ที่ไหนก็ใช้ปัญญาพิจารณาดูให้รู้ เพื่อให้จิตได้เบื่อในความทุกข์นั้นๆ การพิจารณาก็พิจารณาตามความเป็นจริง จะคิดคาดหมายก็ต้องคาดหมายให้ถูกหลักความจริง เพราะการเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่เป็นจริงตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ตามเหตุปัจจัยที่เป็นจริง จะแตกลายไปก็แตกสลายตามเหตุปัจจัยที่เป็นจริง ความจริงมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปด้วยเหตุปัจจัยทั้งนั้น การพิจารณาก็พิจารณาให้รู้ทั้งเหตุและผล เหตุที่เป็นทุกข์ผลก็ต้องเป็นทุกข์ เหตุที่เป็นของไม่เที่ยง ผลก็เป็นของไม่เที่ยง เหตุที่ไม่ใช่ตัวตน ผลก็ต้องเป็นของที่สูญเปล่า ให้จิตรู้จริงว่าเหตุอย่างไรผลก็ต้องเป็นอย่างนั้น

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

Posted on 24/03/2009, in ทวนกระแสโลกพบกระแสธรรม and tagged , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: