ปัญญาอบรมสมาธิ

F2F4C_meditation     อย่าเข้าใจผิดในความรู้เห็นในสมาธิ  การทำสมาธิก็ต้องมีปัญญาเป็นพี่เลี้ยง เพี่อแก้ไขในความเห็นผิด  ถ้าไม่มีปัญญาแล้วจะมีความเห็นผิดได้ง่าย  การทำสมาธิเมื่อจิตลงสู่ความสงบแล้วย่อมมีมารเข้ามาแทรกซ้อนได้ง่าย  และทำให้จิตเกิดความเห็นผิด  ในกลลวงของกิเลสตัณหาส่วนมาก มารจะแฝงเข้ามาในรูปนิมิตที่เกิดจากสมาธิ  และทำให้จิตมีความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของจริงเพราะกิเลสอยู่ที่จิต  จึงหลอกจิตได้ง่าย เช่น จิตมีความสงบแล้ว  ก็จะเกิดแสงสว่างเป็นในลักษณะต่างๆ จะเข้าใจเองว่าแสงสว่างน้เป็นปัญญาบ้าง  เป็นวิปัสสนาญาณบ้าง เป็นนิโรธสมาบัติบ้าง  บางครั้งมีทั้งแสงสว่าง  มีทั้งรูปนิมิต  เป็นไปในลักษณะต่างๆ เช่น  เห็นเด็กที่เกิดใหม่บ้าง  เห็นเป็นคนแก่ เห็นเป็นคนเจ็บ  และเห็นเป็นคนตายนอนอยู่ข้างหน้าบ้าง  หรือเห็นท้องฟ้าที่สว่าง  หรือเห็นก้อนเมฆ  เห็นเดือนดาว  เห็นแม่น้ำ เห็นฟองน้ำ  หรือเห็นเป็นนานาชนิด  หรือเห็นพระพุทธรูป  เห็นดวงแก้ว      การเห็นอย่างนี้จะตีความหมายไปว่าเป็นวิปัสสนาญาณไม่ได้  จะตีความหมายว่ามีความรู้รอบในสรรพสังขารก็ไม่ถูก  จะเข้าใจว่าตนรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมก็หาไม่ได้ นี้เป็นเพียงนิมิตที่เกิดขึ้นจากสมาธิเท่านั้น  ถ้าผู้มีปัญญาเป็นพื้นฐานมาแล้ว  นิมิตนี้ก็จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาด้วยปัญญาได้เป็นอย่างดี  หรือถ้าผู้มีปัญญาเฉียบแหลมฝังอยู่ที่จิตแล้ว นิมิตต่างๆ  ก็จะไม่เกิดขึ้น  เพราะนิมิตต่างๆนั้นยังตกอยู่ในสังขาร  เป็นของไม่เที่ยงด้วยกันทั้งหมด
      จิตที่มีปํญญาเป็นพื้นฐานมาแล้ว  จะให้กิเลสสังขารมาหลอกลวงจิตก็หลอกได้ยาก  เพราะปัญญาเป็นสิ่งที่รู้รอบ  รอบรู้ในสรรพสังขาร  ตามความเป็นจริงอยู่แล้ว  นิมิตนั้นเหมือนกันกับนักต้มตุ๋นหลอกลวงอันดับโลก  แต่ก็จะต้มตุ๋นหลอกลวงได้เฉพาะบุคคลที่อ่อนเท่านั้น  จะไปหลอกลวงต้มตุ๋นบุคคลที่มีความฉลาดนั้นจะไม่สำเร็จเลย เขาจะต้มตุ๋นหลอกลวงกับใคร  เขาต้องเข้าใจในความต้องการของคนคนนั้น
      ถ้าผู้ต้องการเงิน  เขาก็เอาเรื่องของเงินนั่นแหละมาเป็นเครื่องหลอกลวง  เอาเงินมาออกกลอุบายให้คนนั้นตายใจ  จึงหลอกลวงเอาเงินคนได้  ถ้าผู้ต้องการความสวยงาม เขาก็เอาเครื่องสำอางนั่นแหละมาเป็นสิ่งหลอกลวงเพื่อให้ตายใจฉันใด  กิเลสสังขารหลอกลวงจิต  กิเลสสังขารก็เอาสิ่งที่จิตมีควมต้องการนั่นแหละมาหลอกลวงจิต  จิตมีความต้องการในสิ่งใด  กิเลสสังขารก็เอาสิ่งนั้นๆมาหลอกจิตฉันนั้น  เพราะกิเลสสังขารอยู่ที่จิต  จึงหลอกจิตได้ง่าย  ถ้าจิตหยาบ  กิเลสสังขารก็หาเอาสิ่งที่หยาบๆมาหลอกให้จิตหลง ถ้าภาวนาจิตมีความสงบละเอียด  กิเลสสังขารก็หาเอาสิ่งที่ละเอียดมาหลอกลวง  ฉะนั้น  จิตจึงถูกกิเลสสังขารหลอกลวงต้มตุ๋นมาตลอด  ไม่ว่าอยู่ในเพศใด  ฐานะสูงต่ำอย่างไร คนรวย คนจน ตลอดจนกำพร้าอนาถา  ขอทาน คนบอดหนวก  ธาตุขันธ์พิกลพิการก็ถูกกิเลสสังขารหลอกลวงทั้งนั้น
      การท่องเที่ยวของจิตที่หมุนไปเวียนมาอยู่ในวัฏสงสารนี้  ก็เพราะจิตถูกกิเลสสังขารหลอกลวง  และก็ถูกกิเลสสังขารหลอกลวงมานับตั้งแต่ครั้งนั้นจนถึงปัจจุบัน  ไม่ทราบว่ากี่ชาติกี่ภพ  จนนับกัปนับกัลป์ไม่ถ้วนประมวลไม่จบ  และก็ถูกกิเลสหลอกลวงจิตต่อไปในอนาคต  ไม่ทราบว่าจะถูกหลอกไปถึงไหน  ส่วนจิตเองก็ไม่รู้เลยว่าถูกหลอกเพราะกิเลสสังขารมีนโยบายการหลอกจิตอย่างแยบยล  จะว่าความเฉียบแหลมในกลอุบายในการหลอกลวงก็เป็นหนึ่งในโลก  สามารถทำให้สัตว์โลกทั้งหลายได้จมอยู่ในวัฏสงสารนี้จนไม่รู้สึกตัว  และยอมเป็นสมาชิกของกิเลสตัณหา  ตัณหา  ทาโส  จึงได้ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาตลอดมาจนถึงปัจจุบัน  และยอมเป็นทาสของกิเลสตัณหาตลอดไป

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

Posted on 28/03/2009, in ทวนกระแสโลกพบกระแสธรรม. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: