การดำเนินอริยมรรคด้วยปัญญา

F2F4C_meditation       เมื่อนักปฏิบัติมารู้ตัวว่า  จิตได้ตกเป็นทาสของตัณหา แล้วอย่างนี้ต้องสร้างปัญญาให้แก่จิต  เพื่อให้จิตได้มีความรู้ความฉลาดเฉียบแหลมให้เหนือกิเลสตัณหาให้หมดสิ้นไปได้
     
การสร้างปัญญาก็คือ  สร้างทางให้จิตได้เดินตามมรรคนั่นเอง  การสร้างมรรคก็คือสร้างปัญญาให้จิต  เพื่อให้จิตได้มีความฉลาดรอบรู้ในสรรพสังขารทั้งหลาย  ฉะนั้น  พระพุทธเจ้าจึงได้วางหลักการปฏิบัติเพื่อให้พุทธบริษัทได้ปฏิบัติตรงต่อมรรคผลนิพพาน  พระองค์จึงได้วางทางสายตรงคือมรรค ๘ มี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป  สัมมาวาจา  สัมมากัมมันโต  สัมมาอาชีโว  สัมมาวายาโม  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ  มรรคทั้ง ๘ ประการนี้  ก็เพื่อให้นักปฏิบัติได้ถือเอาเป็นแบบอย่าง  เป็นต้นฉบับที่คงเส้นคงวา  และเป็นเส้นทางของคนคนเดียว  เดินก็เดินคนเดียว      ก่อนที่เราจะเดินตามรรค  เราก็สร้างทางของมรรคให้เกิดขึ้นที่ตัวเราเองและเราก็เดินเอง  มรรคทั้ง ๘ นั้นมีสัมมาทิฏฐิเป็นสำคัญ เพราะการปฏิบัติ  ถ้าจิตมีความเห็นชอบเห็นตรงแล้ว  มรรคข้ออื่นก็มารวมอยู่ที่ความเห็นชอบทั้งหมด
      ความเห็นชอบนั้นเป็นตัวปัญญา การปฏิบัติก็ต้องมีปัญญาพิจารณาให้รอบคอบ รอบรู้ในองค์มรรค  ส่วนมรรค ๘ ที่มีอยู่เดิมนั้นเป็นของกลาง  เราจะไปยึดเอามาเป็นของตัวเองไม่ได้  แต่ก็ไม่ทิ้ง  เพราะมรรค ๘ เป็นต้นฉบับที่สำคัญเหมือนกันกับเราเห็นบ้านที่สวยงาม  เมื่อเราต้องการบ้านอย่างนั้น  เราก็ออกแปลนให้เหมือนบ้านหลังนั้นแล้วสร้างบ้านขึ้นด้วยตนเอง  และให้เหมือนกันกับบ้านหลังนั้นทุกอย่าง  บ้านที่เราสร้างขึ้นนั้น  จึงจะเป็นบ้านของเราเองอย่างสมบูรณ์ฉันใด  การสร้างมรรค ๘ ให้เกิดให้มีขึ้นแก่ตัวเองก็ฉันนั้น
      มรรค ๘ ที่เป็นหลักเดิมนั้น  เป็นเส้นทางของผู้ที่เดินผ่านพ้นไปแล้ว ท่านจึงได้วางแนวทางเพื่อเป็นแบบอย่างไว้ให้เรา เพี่อให้เราได้สร้างทางได้เหมือนกันกับท่าน  เราจะได้เดินตามเส้นทางของเรา  และเราก็ถึงจุดหมายปลายทางเช่นกัน
     
การสร้างทางให้จิตนั้น  ก็ต้องมีปัญญาเป็นเครื่องบุกเบิก  กรุยแนวทางให้จิตได้เดินตาสัจธรรม  ถ้าจะปล่อยให้จิตเดินตามลำพัง  ก็จะเหมือนกับดั่งที่เราเคยเป็นมา  ฉะนั้น  ปัญญาจึงเป็นเครื่องสอดส่องชี้แนะให้จิตได้รู้เห็นเส้นทางที่เดิน  การเดินทางตามสายเก่านั้น  เราก็เคยเดินมาแล้ว  มีแต่โทษแต่ภัยนานาชนิด  แม้ชีวิตเราก็เคยได้ทิ้งในเส้นทางนี้หลายชาติหลายภพก็ยังไม่ถึงไหน  ยังเวียนเกิดเวียนตายในที่เดิม
      ฉะนั้น  จึงสร้างทางให้จิตเดินเสียใหม่ อาศัยปัญญา  ควมเห็นชอบและเห็นจริงในสัจธรรม  การพิจารณาในสัจธรรมนี้เป็นทางใหม่ของจิตที่ยังไม่เคยเดินมาก่อน  และเป็นแนวทางที่ฝืนในความรู้สึกของจิตชนิดหน้ามือเป็นหลังมือไปเลย เพราะแต่ก่อนจิตเคยลอยตามกระแส แต่บัดนี้ปัญญาจะพาให้จิตตัดกระแส  ถึงจิตไม่เคยตัดกระแสก็ต้องฝึก  เพราะการตัดกระแสยังมีทางที่จะให้ถึงฝั่งได้  ถ้าปล่อยให้จิตลอยตามกระแสแล้วจะไม่มีทางเข้าถึงฝั่งได้เลย
      ปัญญาเท่านั้นจึงจะนำทางให้จิตหมุนตัวกลับได้  ถึงจะมีราคะตัณหามาผลักดันให้จิตเป็นไป  ก็ต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องผลักดันราคะตัณหาให้หมดไปจากจิตได้
  เพราะจิตขาดพี่เลี้ยงที่ชอบธรรม  ขาดผู้นำที่ดีจึงมีความมืดบอดไม่รู้จักเส้นทางที่จะให้พ้นไปจากโทษภัยทั้งหลายฉะนั้น  จึงมีปัญญาสร้างทางให้จิตเสียนับแต่บัดนี้เป็นต้นไปพยายามใฝ่ใจในการคิดอ่านตริตรองใคร่ครวญอยู่เสมอ
      ในช่วงแรกจะให้จิตเกิดความรู้เห็นตามปัญญานั้นยังไม่ได้  ต้องอาศัยปัญญาฝึกฝนอบรมจิตอยู่บ่อยๆจนจิตมีความเชื่องชินต่อปัญญา  จิตจึงจะมีความรู้เห็นตามปัญญาไปได้  ฉะนั้น  การเดินมรรคในช่วงแรกจะราบรื่นไปเลยทีเดียวนั้นไม่ได้  เพราะเป็นเส้นทางที่ไม่เคยเดิน  เหมือนกันกับเด็กที่กำลังฝึกหัดเดิน  ย่อมมีการล้มลุกคลุกคลานเป็นธรรมดา  เมื่อเด็กนั้นพยายามฝึกเดินบ่อยๆก็เดินได้เหมือนผู้ใหญ่ทั่วไปฉันใด  ความเป็นไปของจิตดั้งเดิมย่อมมีความคล่องตัวอยู่ในกามคุณมาแล้วแต่บัดนี้จะทำให้จิตเกิดความเบื่อหน่ายในกามคุณก็ต้องใช้ปัญญาฝึกหัดจิตเต็มที่ ใช้ปัญญาหยิบยกในสิ่งที่จิตมีความเกี่ยวข้องผูกพันมาวิจารณ์เปิดเผยความจริง  ให้จิตได้รู้เห็นโทษภัยในสิ่งนั้นๆอยู่ตลอดเวลาฉันนั้น
      จิตเคยมีความยินดีรักใคร่ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ในกามคุณทั้ง ๕ นี้มีรูปเป็นสำคัญ  ส่วน เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็มารวมอยู่ที่รูปอย่างเดียว  ถ้ารูปไม่มีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีที่ตั้ง เพราะ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็เกิดมาจากรูปนั่นเอง
      ฉะนั้นรูปจึงเป็นศูนย์รวมที่สำคัญ  จิตจะมีความรักใคร่ยินดีมีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตนเป็นตัว  ก็มาเข้าใจอยู่ที่รูปอันนี้  สัตว์หลงสัตว์  คนหลงคน  ก็มาหลงอยู่ในรูปอันนี้  จิตที่มีความข้องอยู่ในโลกอันนี้ก็เพราะรูปกายนี้เป็นเหตุ  จิตที่หมุนเวียนในวัฏสงสารมานานก็เพราะมีความห่วงอาลัยคิดถึงอยู่ในรูปร่างกายนี้เอง
      ฉะนั้น  การใช้ปัญญาพิจารณาในร่างกายก็เพื่อเปิดเผยตีแผ่ความจริงของร่างกายออกมาให้จิตได้รู้ตามความเป็นจริง  ในร่างกายนี้มีอะไรบ้างที่ทำให้จิตมีความยินดีผูกพันและยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตนเป็นตัว  ว่าเป็นเราและตนตัวของเรา  จึงมีปัญญาแยกแยะออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก แต่ละส่วนก็มีชื่อเรียกตามสมมติของเขาอยู่แล้ว  จึงไม่มีสิ่งใดในร่างกายจะเป็นตัวตนของเราที่แท้จริง  ทั้งนี้ก็เพียงจิตสังขารสร้างขึ้นและอยู่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น
      จิตสังขารที่สร้างขึ้นมานั้นก็สร้างอยู่ในไตรลักษณ์  แม้มีรูปร่างกลางตัวเกิดขึ้นมาแล้ว  ก็ตกอยู่ในไตรลักษณ์ตามสถานที่เกิดอยู่นั่นเอง  ความสำคัญมั่นหมายของจิตเดิมย่อมมีความข้าใจว่าร่างกายนี้เป็นตัวเป็นตน  เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริงของร่างกายแล้ว  จิตก็จะค่อยๆมีความรู้เห็นที่เป็นจริงตามปัญญาไปด้วย  เหมือนกับครูสอนเด็กนักเรียน ในขั้นต้น  ครูก็ต้องมีความขยันหมั่นสอนเอาใจใส่ในเด็กเพื่อให้เด็กได้มีความรู้ความฉลาด  อ่านออกเขียนได้
      เมื่อเด็กมีความเข้าใจ  รู้ตามครูในวิชานั้นแล้ว  ครูก็ให้นักเรียนเขียนเองได้ฉันใด การใช้ปัญญาสอนจิตก็ต้องใช้สติปัญญาควบคุมจิตอยู่เสมอ  เพื่อให้จิตได้ศึกษาในข้อมูลต่างๆในสัจธรรม เมื่อจิตไปเกี่ยวข้องผูกพันในสิ่งใด  จะเป็นภายนอกหรือภายใน  ใกล้ไกล  หยาบละเอียด  ก็ใช้ปัญญาหยิบยกเอาในเรื่องนั้นๆขึ้นมาพิจารณาและเปิดเผยในความจริงนั้นๆ ให้จิตได้รู้เห็นตามความเป็นจริง  จิตสังขารคิดปรุงแต่งในเรื่องใดก็ใช้ปัญญาเข้าทำลายลบล้างในเรื่องนั้นๆให้หมดไปสิ้นไปจากความเข้าใจเดิมของจิต  เพื่อให้จิตได้มีความรู้เห็นที่ชอบธรรมฉันนั้น  จึงเป็นสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง  จึงเชื่อว่าเป็นผู้สร้างมรรคให้เกิดให้มีขึ้นแก่ตัวเอง
      การพิจารณาด้วยปัญญานี้ป็นสิ่งสำคัญ  เพราะเป็นการบุกเบิกแนวความรู้เห็นของจิตในขั้นพื้นฐาน  เมื่อจิตรู้เห็นตามปัญญาที่เป็นจริงแล้ว  ปัญญานี้เรียกตามสมมติใหม่ว่า  ปัญญาญาณ  คือจิตรู้เห็นตามปัญญาที่เป็นจริง เมื่อมีความรู้เห็นในสภาวธรรมในสัจธรรมโดยละเอียดแล้ว  คำว่าปัญญาญาณก็เรียกใหม่ว่า  วิปัสสนาญาณนั่นเอง
     
ฉะนั้น  นักปฏิบัติจึงวางพื้นฐานปัญญาธรรมดานี้ให้ตรงตามสัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปโป  คือความเห็นที่ชอบธรรม  แม้จะคิดพิจารณาในสัจธรรมก็คิดดำริให้รู้เห็นโทษภัยในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ลงสู่ไตรลักษณ์และดำริพิจารณาให้เห็นโทษภัยในกามคุณทั้งหลายเพื่อให้จิตได้ถอนตัว ไม่มั่วสุมในกามคุณอีกต่อไป  จึงสมในบาลีว่า นิพฺพานคมนํ มคฺคํขิปฺปเมว วิโสธเย  พึงรีบลัดตัดทางไปพระนิพพาน  ให้มีกรุยเป็นเครื่องหมาย  เมื่อถึงกรุยนี้แล้วก็จะมองเห็นกรุยข้างหน้าต่อไป
      ปญฺญายตฺถํ วิปสฺสติ  ปัญญาเท่านั้นที่จะมองเห็นเนื้อแท้แห่งธรรม
      ปญฺญาย ปริสุชุฌติ  จึงผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะมีความบริสุทธิ์ได้
      ฉะนั้น  ปัญญาจึงเป็นสิ่งสำคัญ  เป็นหน้าที่ที่เราจะสร้างขึ้นเอง  ไม่ใช่จะไปนั่งคอยนอนคอยให้ปัญญาเกิดขึ้นเองดังความเข้าใจ  ดังได้ยินอยู่บ่อยๆว่า  “เมื่อจิตมีความสงบเต็มที่แล้วจะมีวิปัสสนาญาณเกิดขึ้น” คำำพูดอย่างนี้ก็ให้ผู้ที่พูดรับผิดชอบไปเอง  ฉะนั้น  ปัญญาจึงมีขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด  สัมมาทิฏฐิก็มีความรู้เห็นในขั้นหยาบ  ในขั้นกลาง  และมีวามรู้เห็นในขั้นละเอียดสุดเต็มที่เช่นกัน

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

Posted on 13/05/2009, in ทวนกระแสโลกพบกระแสธรรม. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: