ปัญญาคืออาวุธปราบกิเลส

F2F4C_meditation       การอบรมจิต สั่งสอนจิต ถ้าจิตหยาบก็ต้องใช้ปัญญาส่วนหยาบเข้าอบรมสั่งสอน เมื่อจิตอยู่ในระดับไหนก็ใช้ปัญญาระดับนั้น การพิจารณาด้วยปัญญามีขั้นตอนอย่างนี้ นี่เป็นอุบายของผู้มีนิสัย ทนฺธาภิญฺญา ที่ปฏิบัติด้วยความลำบาก และรู้เห็นในสัจธรรมได้ยากจึงไม่เหมือนกับผู้มีนิสัย ขิปฺปาภิญฺญา ที่ปฏิบัติง่ายรู้เร็ว
      ฉะนั้น การใช้ปัญญาอบรมจิตก็เพื่อให้จิตได้รู้รอบในสรรพสังขารทั้งหลาย จะเป็นสังขารภายนอกและสังขารภายในก็ให้จิตได้รู้เห็นอย่างทั่วถึง เพราะสังขารภายในเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนยากที่จะรู้ได้ แต่ก็มีอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดเช่นกัน นี้คือสังขารจิต สังขารจิตนี้เป็นเครื่องมือของกิเลส ตัณหา อวิชชา ทำหน้าที่ปรุงแต่ง ทำหน้าที่เสริมและขยายในเรื่องต่างๆตามกิเลสตัณหาสั่งการ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ที่จิต จึงเรียกว่าสังขารจิต เมื่อจิตถูกกิเลสตัณหาผลักดันไปทางไหน สังขารก็ปรุงแต่งไปในทางนั้น สังขารจะปรุงแต่งได้ก็ต้องอาศัยสมมติ เหมือนกับนายช่างที่จะสร้างบ้านเรือน ก็ต้องมีอุปกรณ์เป็นเครื่องมือ บ้านเรือนจึงจะสำเร็จลงได้ จะสร้างไปในรูปไหน อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับผู้สั่งฉันใด สังขารจะปรุงแต่งในเรื่องไหนก็ปรุงแต่งไปตามกิเลสตัณหา อาศัยสมมติเป็นอุปกรณ์ในการปรุงแต่งฉันนั้น ถ้ามีความยินดีรักใคร่ในสิ่งใด สังขารก็ปรุงแต่งไปในทางที่รักใคร่ชอบใจ ถ้าเกลียดชังในสิ่งใด สังขารก็ปรุงแต่งไปในทางที่ชอบใจ
      สังขารจะปรุงแต่งก็ปรุงแต่งตามสมมติ ถ้าสมมติไม่ดีสังขารก็ปรุงแต่งไปไม่ดี ถึงจะมีสมมติ ถ้าสังขารไม่ปรุงแต่ง สมมติก็เพียงสักว่าสมมติเท่านั้น เหมือนกับแม่ครัว และอาหารที่นำมาปรุง และผู้รับประทานอาหาร ทั้งสามนี้ต่อเนื่องถึงกัน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะไม่สำเร็จประโยชน์ ถ้ามีแต่แม่ครัว ไม่มีอาหารที่จะปรุงและไม่มีผู้รับประทาน แม่ครัวก็จะทำอะไรไม่ได้เลย หรือมีแต่อาหาร ไม่มีแม่ครัวและผู้รับประทาน หรือมีผู้รับประทาน แต่ไม่มีอาหารและแม่ครัวก็ไมสำเร็จประโยชน์นี้ฉันใด ตัณหา สังขาร สมมติ ทั้งสามนี้ก็ต่อเนื่องถึงกันฉันนั้น
      เมื่อมีความต้องการไปในทางไหน สังขารก็ตั้งสมมติขึ้นมาแล้ว ปรุงแต่งตามสมมตินั้นๆให้ถูกต้องตามความต้องการของกิเลสตัณหา ตราบใดกิเลสตัณหายังมีอยู่ สังขารก็ต้องมีงานปรุงแต่งในสมมติตลอดไป การปรุงแต่งในสังขารนี้จะปรุงแต่งได้ทั้งเรื่องอดีตที่ผ่านมา และปรุงแต่งได้ทั้งเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง และปรุงแต่งในความเป็นอยู่ปัจจุบัน
      คำว่าปรุงแต่งก็คือการเสริม เรื่องเล็กก็เสริมเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องหยาบก็เสริมให้เป็นเรื่องละเอียด เรื่องสั้นก็เสริมออกไปเป็นเรื่องยาว เรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้ว เรื่องอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็สมมติปรุงแต่งให้เกิดขึ้นให้จิตมีความละเมอเพ้อฝัน เป็นวิธีสร้างวิมานในอากาศ วาดภาพโดยสมมติขึ้นเอง แล้วเพลิดเพลินหลงไหลในสมมติที่ตัวเองสร้างขึ้น จึงเกิดความยินดีรักใคร่พอใจในอารมณ์ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นแก่ตัวเองแล้ว ก็ไม่รู้จักวิธีที่จะแก้ไข ยังมีความพอใจติดพันในอารมณ์สมมตินั้นๆให้จมลึกลงไป
      อตีตารูปารมณ์ คือ รูปที่มีความพอใจรักใคร่ได้ผ่านไปนานแล้วก็ยังค้นขึ้นมานึกคิดปรุงแต่งโดยสมมติ ให้จิตได้ลุ่มหลงในความคิดตัวเอง เช่น รูปที่เรารักใคร่พอใจได้ตายจากเรา หรือพลัดพรากจากเราไป ก็ยังกำหนดจดจำไว้ในรูปร่างกลางตัว รูปพรรณสัณฐาน สีสันวรรณะ กิริยาท่าทางไปมา วาจาที่ให้คำสัญญาต่อกัน ก็ยังคิดค้นขึ้นมาโดยสมมติว่าได้พูดคุยกันในเรื่องนั้นๆ และอยู่ในสถานที่นั้น บางครั้งก็สมมติจนเลยขอบเขต ทั้งๆที่ไม่มีมูลความจริง ก็ยังสมมติให้เป็นเรื่องขึ้นมา เมื่อตั้งสมมติขึ้นมาแล้วอย่างนี้ สังขารความปรุงแต่งก็ปรุงแต่งตามสมมติ จิตก็มีความเพลิดเพลินยินดีพอใจในสมมตินั้นๆ แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนนอนหลับ เดินก็เดินคิด นั่งก็นั่งคิด จิตจึงมีความเศร้าหมอง ขุ่นมัวเพราะตัวเองเป็นเหตุ กิเลสตัณหาจึงได้ช่องทาง แม้ในเรื่องอนาคตก็วางแผนไว้อย่างใหญ่โต
     เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็เป็นหนึ่งในโลก สามี ภรรยา บุตรี บุตรา ก็มีความสวยสดงดงามเป็นหนึ่งในโลก ตัวมีอะไรก็มีแต่ของดีๆไปหมดทั้งนั้น นี่ก็คือตัณหาพลักดันให้สังขารปรุงแต่งในสมมติเพื่อให้จิตได้ลุ่มหลง ให้จิตมีความพอใจยินดีที่จะเกิดอีกในชาติต่อไป
      ในชาติปัจจุบันก็ยังคิดปรุงแต่งประดับประดา หาสิ่งภายนอกมาฉาบทาเพื่อปิดบังอำพรางรูปสมมตินี้อยู่แล้ว เมื่อหลงในรูปตัวเองแล้ว ก็หลงในรูปสมมติภายนอกอีกต่อไป จิตที่หลงวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้มานานก็ติดในสมมติ พอใจยินดีในสมมติและหลงในสมมติโดยไม่รู้ตัวนี้แล จึงเรียกว่าอวิชชา คือความไม่รู้ในสมมติตามความเป็นจริง จิตจึงหลงโลกนับตั้งแต่ครั้งนั้นจนถึงปัจจุบัน เมื่อชาติปัจจุบัน จิตยังมีความหลงในสังขารและสมมตินี้อยู่อีก จิตก็จะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยใหญ่และลอยตามกระแสโลกนี้ไปไม่รู้ว่าจะจบสิ้นกันในที่ไหน
      เรื่องสังขาร สมมตินี้ จึงเป็นเครื่องมือให้กิเลส ตัณหา อวิชชา ได้เป็นอย่างดี จิตที่ไม่มีสติปัญญาจึงมาลุ่มหลงในกลลวงของกิเลส ตัณหา อวิชชา จิตจึงได้ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหามาตลอด เรื่องกิเลสตัณหา อวิชชานี้ มีทั้งส่วนหยาบและส่วนละเอียด และมีอยู่ที่จิตเรื่องสังขารและสมมตินั้นเป็นตัวละครที่แสดงเพื่อปกปิดความจริงในสัจธรรม จิตที่ไม่มีปัญญาก็จะมาติดอยู่เพียงหน้าฉากภายนอกเท่านั้น
      นักปฏิบัติต้องมีสติปัญญาเป็นเครื่องรู้รอบและสอดส่องมองหาจุดอ่อนของกิเลสตัณหาให้ได้ เหมือนกับนักชกผู้ที่เอาชัยชนะมาสู่ตัวเองก็ต้องฟิตซ้อมตัวเองอยู่เสมอและรู้จุดอ่อนของคู่ต่อสู้ เพื่อจะตัดกำลังและน็อกคู่ต่อสู้ลงได้อย่างง่ายดายฉันใด  นักปฏิบัติธรรมก็ต้องสร้างกำลังให้เกิดขึ้นแก่ตัวเอง  คือ
สทฺธาพลํ กำลังศรัทธา วิริยพลํ กำลังความเพียร สติพลํ กำลังสติ สมาธิพลํ กำลังสมาธิ ปญฺญาพลํ กำลังปัญญา ทั้งนี้ก็ต้องให้พร้อมเพื่อจะตัดรากถอนโคนของกิเลสตัณหาให้สิ้นซากไปฉันนั้น
      ผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะรู้ที่เกิดที่อยู่ของกิเลสตัณหาและรู้สายทางของกิเลสตัณหาได้ถูกต้อง เมื่อรู้เห็นต้นกำเนิดของกิเลสตัณหาได้ถูกจุดปัญญาก็จะลบล้างถอดถอนมันได้ง่ายขึ้น เหมือนกันกับหมอที่ชำนาญในการตรวจโรค ก็สามารถวางยาผ่าตัดเอาโรคร้ายออกทิ้งไปได้ง่ายฉันใด การพิจารณาด้วยปัญญาก็เพื่อให้รู้จุดเด่นชัดที่เป็นศูนย์รวมของกิเลสตัณหาเพื่อจะใช้ปัญญาลบล้างกำจัดให้หมดไปสิ้นไปได้ฉันนั้น
      กิเลสตัณหามีอยู่ที่จิตต้องมีสติปัญญาพิชิตอยู่รอบด้านไม่ห่างไกลและไม่ให้อภัยแก่กิเลสตัณหาตัวใดๆทั้งสิ้น กิเลสตัณหาจะปรุงแต่งในสมมติใดๆ ก็ใช้ปัญญาลบล้างในสมมตินั้นอย่างทันควัน อย่าปล่อยให้สังขารปรุงแต่งในสมมตินั้นยืดเยื้อไปนานเหมือนกับเสื้อผ้า ถ้ารู้ว่าสกปรกแล้ว ก็รีบซักให้ความสกปรกนั้นหมดไปฉันใด จิตเมื่อรู้ว่าเศร้าหมองในอารมณ์ ก็พิจารณาคลี่คลายในอารมณ์นั้นให้หมดไปจากจิตฉันนั้น
      สิ่งใดที่กิเลสตัณหาไปมาหาสู่อยู่บ่อยๆ ก็ทำลายจุดนั้นเพื่อไม่ให้กิเลสตัณหามาซุกซ่อนเอาสมมติหลอกจิตอีกต่อไป รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และอารมณ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นที่ซุกซ่อนของกิเลสตัณหาทั้งสิ้น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถูกกิเลสหลอกจิต หลงยึดว่าเป็นตนเป็นตัว เมื่อรู้ที่อยู่ของกิเลสตัณหาว่าเป็นตัวตนในจุดใด ปัญญาก็ทำลายในจุดนั้นโดยพิจารณาให้ลงสู่ไตรลักษณ์ คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ให้จิตได้รู้เห็นตามปัญญาโดยความเป็นจริง
      รูปก็พิจารณาให้ลงสู่ไตรลักษณ์   เวทนา   สัญญา   สังขาร   วิญญาณ   แต่ละอย่างก็พิจารณาให้ลงสู่ไตรลักษณ์ด้วยกันทั้งสิ้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่จิตมีความเห็นผิดว่าเป็นตนเราเป็นตัวเรา ก็ให้พิจารณาลงสู่ไตรลักษณ์ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่กิเลสตัณหาปรุงแต่งสมมติว่าสวยงาม เพื่อให้จิตเกิดความยินดีรักใคร่ใฝ่ฝัน ก็ใช้ปัญญาพิจารณาให้จิตได้รู้เห็นเป็นสิ่งสกปรก โสโครก และเป็นไตรลักษณ์เหมือนกันทั้งนั้น จะเป็นรูปกายที่ถือว่าเป็นเราและรูปกายเขา ก็พิจารณาด้วยปัญญาให้จิตรู้เห็นเป็นสภาพเดียวกัน
      การใช้ปัญญาพิจารณาอย่างนี้ ก็เพื่อให้จิตได้รู้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อจิตรู้เห็นจริงแล้ว กิเลสตัณหาจะปรุงแต่งว่าสวยว่างาม ว่าเป็นตนเป็นตัว ก็จะหลอกจิตอีกต่อไปไม่ได้เลย เหมือนกับคนแสดงดนตรี ภาพยนต์ เล่นลิเก ละครให้เราดูทุกวัน เมื่อเรารู้โทษภัยในการดูแล้วก็จะไม่ดูอีกเลย พร้อมทั้งชี้ขาดลงไปว่า ห้ามมาแสดงในที่นี้อีกต่อไป ผู้ที่เคยแสดงก็เลิกล้มทันทีฉันใด เมื่อจิตได้รู้เห็นตามความเป็นจริงแล้ว กิเลสตัณหาหน้าไหนจะปรุงแต่งสมมติให้จิตได้หลงตามอีกต่อไปก็ไม่ได้ฉันนั้น เพราะได้ถูกปัญญาทำลายตัดขาดไปให้หมดสิ้นแล้ว จึงเป็นอนาลโย ไม่มีความยินดีในสิ่งใดทั้งสิ้น
      การพิจารณาด้วยปัญญานี้ ก็เพื่อให้จิตได้รู้เห็นของจริงและของปลอม เหมือนกับเงินปลอม  ถ้ารู้ว่าเป็นเงินปลอมแล้ว จะไม่มีความต้องการและเสียสละทิ้งทันทีฉันใด เมื่อจิตมารู้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่จริง เป็นสิ่งที่มีโทษมีภัยแล้ว ก็จิตนั่นแหละจะปล่อยวาง ร่างกายที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน จิตก็จะถอนออกจากการยึดถือทันทีฉันนั้น ถึงจะมีรูปร่างกายนี้อยู่ก็รู้ว่าเป็นเพียงวิบากของขันธ์เท่านั้น ถึงจิตจะอาศัยอยู่ในธาตุขันธ์ก็อยู่ได้ตามอายุของธาตุขันธ์เท่านั้น
      เมื่อมารู้ในการเกิด  การดับ พร้อมทั้งเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดให้ดับชัดแจ้งอย่างนี้ เห็นแจ้งชัดเจนในสภาวะธรรม ในสัจธรมที่เป็นจริง พร้อมทั้งรู้เห็นในสรรพสังขารทั้งหลาย ในปัญญาญาณอยู่อย่างนี้นั่นแหละ จึงเรียกว่าวิปัสสนาญาณ เป็นญาณที่รู้ยิ่งเห็นจริง ตามรู้เห็นในไตรลักษณ์ คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ก็เปิดเผยอย่างเต็มที่ ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้จะมาปิดบังอำพราง ความรู้เห็นในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ก็เปิดเผยอย่างแจ้งชัด ตกอยู่ในไตรลักษณ์ ที่เสมอภาคด้วยกันทั้งหมด ไม่มีความสงสัยลังเลในสิ่งใดๆทั้งสิ้น
      การปฏิบัติภาวนามาถึงระดับนี้จะไม่มีการเสื่อม มีแต่จะรุดหน้าไปให้ถึงที่สุดโดยถ่ายเดียว จากนี้ไปก็จะมีความสงบ ความดับเกิดขึ้น ความดับนี้จะมีเฉพาะบุคคลผู้สุดท้ายเท่านั้น ส่วนความสงบอย่างเดียวนั้นมีทั่วไป จะทำให้จิตมีความสงบลึกลงไปในระดับไหน จะเป็นรูปฌาน อรูปฌานก็ตาม ก็ยังอยู่ในขั้นแห่งความสงบกันทั้งนั้น แต่นี้เป็นความดับจึงไม่เหมือนกันกับความสงบอยู่ในขั้นสมาธิ เพราะความสงบในขั้นสมาธิเป็นเพียงกลบกิเลสตัณหาไว้เท่านั้น
     ส่วนความดับนี้เป็นความดับของนิโรธ เป็นอริยสัจ เป็นความดับที่เกิดขึ้นแก่นักปฏิบัติแต่ละท่าน จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ความดับนี้จึงเป็นความดับในครั้งสุดท้าย ทุกข์ที่เคยเกิดขึ้น ตั้งอยู่มาแต่กัปกัลป์ ไหนๆ ก็ประมวลลงมาดับพร้อมกันทั้งหมด ทุกข์ในความเกิด ทุกข์ในความแก่ ทุกข์ในความตาย ก็มาดับในที่นี้ เหตุให้เกิดทุกข์คือ ตัวสมุทัยก็ดับ ปัจจัยที่หนุนให้เกิดทุกข์ก็ดับ จึงเป็นสังขตธาตุ อสังขตธรรม อสังขตปัจจัย ไม่มีอะไรที่เป็นปัจจัยติดต่อกัน เพราะทุกอย่างได้ดับไปแล้ว และดับไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีเชื้อใดๆ พอให้เป็นเชื้อ 
      ความโลภ ความโกรธ ความหลง กิเลส ตัณหา อวิชชา ดับพร้อมกันทั้งหมด จึงไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดสังขารได้ สังขารดับจึงไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดวิญญาณ วิญญาณดับจึงไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดนามรูป นามรูปดับจึงไม่มีปัจจัยที่จะเกิดอายตนะ อายตนะดับจึงไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดผัสสะ ผัสสะดับจึงไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิด เวทนา เวทนาดับจึงไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดตัณหา ตัณหาดับจึงไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดความยึดถือในอุปทาน
อุปทานดับจึงไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดภพ ภพดับจึงไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดชาติ ชาติดับจึงไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกเศร้าเสียใจที่จะให้มีความทุกข์อีกต่อไป
      นี่คือตัวสมุทัย คือตัณหาได้ดับสนิทไปเสียแล้ว สังขารที่คอยปรุงแต่งสรรพสมมติให้ถูกตัดขาดไปเสียแล้ว เหมือนกับนายช่างผู้ที่เคยสร้างบ้านเรือนได้ตายไปแล้ว อุปกรณ์เครื่องมือของนายช่างก็หมดปัญหาไปฉันใด เมื่ออวิชชาตัณหาดับไปแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะไปก่อภพก่อชาติ เป็นอันว่าหมดภาระกันทันทีฉันนั้น

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

Posted on 26/05/2009, in ทวนกระแสโลกพบกระแสธรรม. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: