การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป


 
[๒๑]       ร่าเริงอะไรกันหนอ ยินดีอะไรกัน ในเมื่อโลกสันนิวาสถูก
              ไฟไหม้โพล่งแล้วเป็นนิตย์ ท่านทั้งหลายถูกความมืดหุ้มห่อ
              แล้ว เพราะเหตุไรจึงไม่แสวงหาประทีป ท่านจงดูอัตภาพอัน
              บุญกรรมทำให้วิจิตรแล้ว มีกายเป็นแผล อันกระดูกสามร้อย
              ท่อนปรุงขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย อันมหาชนดำริกันโดย
              มาก ไม่มีความยั่งยืนมั่นคง รูปนี้คร่ำคร่าแล้ว เป็นรังแห่ง
              โรค ผุพัง กายของตนอันเปื่อยเน่าจะแตกเพราะชีวิตมีความ
              ตายเป็นที่สุด กระดูกเหล่าใดเขาไม่ปรารถนาแล้ว เหมือน
              น้ำเต้าในสารทกาล มีสีเหมือนนกพิราบ จะยินดีอะไร
              เพราะได้เห็นกระดูกเหล่านั้น สรีระอันกรรมสร้างสรรให้
 
              เป็นเมืองแห่งกระดูก มีเนื้อและเลือดเป็นเครื่องไล้ทา เป็น
              ที่ตั้งแห่งความแก่ ความตาย ความถือตัว และความลบ
              หลู่ ราชรถทั้งหลายอันวิจิตรย่อมคร่ำคร่าได้โดยแท้ อนึ่งแม้
              สรีระก็เข้าถึงความคร่ำคร่า ส่วนธรรมของสัตบุรุษย่อมไม่
              เข้าถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษแลย่อมสนทนาด้วยสัตบุรุษ
              บุรุษมีสุตะน้อยนี้ ย่อมแก่เหมือนโคถึก เนื้อของเขาย่อม
              เจริญ [แต่] ปัญญาของเขาหาเจริญไม่ เราแสวงหานาย
              ช่างเรือนอยู่ เมื่อยังไม่ประสบ แล่นไปแล้วสู่สงสารมีชาติ
              ไม่น้อย ความเกิดเป็นทุกข์ร่ำไป แน่ะนายช่างเรือน บัดนี้
              เราพบท่านแล้ว ท่านจักไม่ต้องสร้างเรือนอีก ซี่โครงของ
              ท่านทั้งหมดเราหักแล้ว ยอดเรือนเราขจัดเสียแล้ว จิตของ
              เราถึงแล้วซึ่งนิพพานอันปราศจากสังขาร เราบรรลุความสิ้น
              แห่งตัณหาแล้ว คนพาลทั้งหลายไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่
              ได้ทรัพย์ในคราวเป็นหนุ่ม ย่อมซบเซา เหมือนนกกระเรียน
              แก่ ซบเซาอยู่บนเปือกตม ซึ่งสิ้นปลาแล้ว ฉะนั้น คน
              พาลทั้งหลายไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ในคราว
              เป็นหนุ่มย่อมนอนทอดถอนถึงทรัพย์เก่า เหมือนลูกศรสิ้น
              ไปแล้วจากแล่ง ฉะนั้น ฯ 
 
              
               จบชราวรรคที่ ๑๑

 
      ข้อความข้างบนเคยโพสไว้ที่ Hi5 นานแล้ว ชอบเพราะข้อความที่ขีดเส้นใต้ไว้ เคยได้สวดอยู่บ่อยๆ  คำที่ว่าการเกิดเป็นทุกข์ร่ำไปพิจารณาว่าเป็นยังไง ถึงแม้กะนั้นตอนนี้เราก็มัวหลงโลกอยู่ ยังทำความสิ้นไปของกิเลสตัณหายังไม่ได้ เราก็ต้องวนเวียนอยู่อย่างนี้ โอกาสในชีวิตนี้ก็น้อยลงไปทุกวันๆ ความตายจะมาพรากชีวิตนี้วันไหนก็ไม่รู้ สิ่งที่ต้องการหาคือความสุขที่แท้จริงก็ยังไม่พบก็ยังไม่ถึง แล้วเมื่อไหร่จะหยุดสร้างบ้านสร้างเรือนกันเสียทีก็ยังไม่รู้(รู้อะไรบ้างชีวิตนี้)
      เพียงเริ่มต้นอ่านธรรมบทวรรคนี้ก็สะดุดใจแล้ว อ่านไปแล้วก็น้ำตานอง สงสารตัวเอง อยากพ้นไปจากสังสารทุกข์ ทุกข์ที่กำลังหลงอยู่ว่าเป็นสุข พยายามมองเห็นให้จริง จนเกิดความเบื่อหน่ายจางคลายไปในสิ่งที่เคยหลง กำลังบารมีที่เคยสั่งสมมาจนถึงปัจจุบันเมื่อไหร่จะเต็มก็ไม่รู้สินะ การที่ไม่พยายามทำที่สุดแห่งกองทุกข์ในชาตินี้ก็ไม่รู้จะไปรอชาติไหนแล้วเรา บ่วงต่างๆที่คอยจะเหนี่ยวเราไว้เราพยายามถอดถอนนะ แต่กำลังเราน้อย เราก็เคยแพ้ต่อกิเลสตัณหามามากนับครั้งไม่ถ้วนนะ แต่เราก็เกลียดมัน ที่มันยำยีหัวใจเรา เราอยากสู้ อยากทรมานมันบ้าง ไม่ให้มันมากระตุ้นบีบเร้าหัวใจเรา ทุกครั้งที่ชนะภูมิใจนะ แต่ก็หลายครั้งที่แพ้กับด่านเดิมๆ จนรู้สึกท้อเหมือนกัน จิตใจของเรามันอ่อนนะ เราต้องพยายามเพิ่มพลังจิต กำลังใจของเราให้เข็มแข็ง วันนี้ถ้ายังชนะกิเลสอย่างหยาบที่มีเต็มหัวจิตหัวใจไม่ได้ ก็อย่าได้หวังเลยกับความหวังสูงสุดที่หวังไว้ คำของหลวงปู่มั่นยังก้องอยู่ในหัวใจ ว่าต่อไปภายภาคหน้าเราปฏิบัติกันยาก หาที่ปฏิบัติที่เอื้อต่อความสงบยาก เราก็นึกตามดู มันเป็นเรื่องจริง วัดที่เคยสงบก็จะกลายเป็นที่ท่องเที่ยวไป ป่าที่พระป่าเคยใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญถูกจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไป และสิ่งต่างนาๆจะถูกสร้างขึ้นพัฒนาขึ้นมามากมายก็พร้อมที่จะมาพัฒนากิเลสตัณหาของมนุษยชาติให้หลงยึด หลงเพลิดเพลินในกามคุณทั้งห้า สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาครอบงำจิตใจให้เต็มไปด้วยความอยากจนหาทางออกกันแทบไม่ได้เลย นักปฎิบัติแต่ละยุคกำลังความสามารถในการเข้าถึงธรรมก็จะยากขึ้น เปรียบเหมือนผลน้ำเต้า ที่อยู่ใกล้โคนต้นมักจะมีผลใหญ่ และปลายต้นผลเล็ก เราตอนนี้น่าจะอยู่ช่วงกลาง อาหารแร่ธาตุก็ยังพออุดมอยู่ หากเนิ่นนานออกไป เครือเถาเริ่มแก่ ธาตุอาหารลดลง ผลที่ปลายมันจะใหญ่สมบูรณ์ได้อย่างไร นี่ก็เปรียบกับยุคต้นพุทธกาล กึ่งพุทธกาล ปลายพุทธกาล ไม่มีอะไรต้องสงสัย มันต้องเป็นไปแบบนั้นแน่ๆ สัจธรรมมันทำหน้าที่ของมันอย่างนั้น ยุคนี้เลยกึ่งพุทธกาลมาแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก ความเจริญทางด้านวัตถุเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเร็วแต่ทางด้านจิตใจกลับพัฒนาตามไม่ทัน คนทุกวันนี้จึงทุกข์กันมาก วิถีชีวิตคนเปลี่ยนไป น่าสงสารที่สุดคือวิถีบ้าน วีถีชนบท ถูกวิถีชาวเมืองครอบงำ ด้วยสื่อโฆษณาสาระพัด คำว่า"สมชีวิตา"แต่เดิมเลยเปลี่ยนไป เป็นหนี้เป็นสิ้นล้นพ้นตัว เศรษฐกิจแบบทุนนิยมใครมือยาวสาวได้สาวเอา คนรวยก็รวยเอาๆ คนจนก็จนโงหัวไม่ขึ้น ด้วยเหตุนี้ด้วยความเมตตาอันหาที่สุดไม่ได้ แนวนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา จึงเกิดขึ้น เพื่อปลูกฝังแนวคิดใหม่ให้คนในชาติ ไม่สุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป แต่ให้อยู่บนพื้นฐานของความพอดี ความสมดุล สามารถปรับใช้ได้กับทุกๆสัมมาอาชีพ ถึงกระนั้นก็ยังต้านกระแสทุนนิยมกระแสวัตถุนิยมไม่ค่อยได้ ที่กระตุ้นกันอยู่บ่อยๆมีอยู่ทั่วไปทางสื่อต่างๆ แล้วเราหลงตามกระแสต่างที่ไหลเข้ามาทางนู้นบ้างทางนี้บ้างจิตใจระส่ำระส่าย กระหายอยากไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีก็อยากได้ มีแล้วก็อยากได้ให้มาก ความสุขคนทุกวันนี้ซื้อกันด้วยข้าวของเงินตรา จนลืมมองเข้ามาที่ใจว่านี่เรากำลังยึดความสุขไว้กับสิ่งเหล่านั้น ถูกสิ่งเหล่านั้นบีบคั้นหัวใจไม่รู้ตัว และเป็นทุกข์สิ่งเหล่านั้นที่ตนหลงอยู่ไป เหมือนปลาที่ติดเบ็ดเพราะไม่รู้จักพิจารณาเหยื่อว่าเป็นเหยื่อล่อหรือป่าว เพราะความหิว ความต้องการรสชาติที่อร่อยแท้ๆ เลยหลงกินเหยื่อเข้า ฉันก็คนหนึ่งที่หลงกินเหยื่ออยู่บ่อยๆ เพราะไม่รู้เท่าทัน สติปัญญามาช้าเกินไป ทุกข์เกิดขึ้นแล้วค่อยรู้ตาม แต่นั่นแหละคือครูของเรา ถ้าไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักหน้าตาของมัน แล้วก็เลยพลอยไม่รู้จักเหตุที่เกิด ทางที่ดับมันก็มืดไปหมด
      ทุกคนเกิดมาล้วนแล้วแต่จะต้องประสบทั้งทุกข์ทั้งสุข คละเคล้ากันไปตามเหตุแห่งปัจจัยของแต่ละคนที่ได้เคยสร้างไว้กล่าวคือกรรมนั่นเอง ทุกคนต่างก็รักสุขเกลียดทุกข์กันทั้งนั้น ไม่มีใครเลยที่เกิดมามีแต่ความสุข ทุกคนมีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น เริ่มแต่เกิด ไปจนตาย ความสุขอันที่จริงก็คือความทุกข์ลดลง ท่านเปรียบกับอุณหภูมิซึ่งก็คือความร้อน เมื่อความร้อนลดลงมันก็เย็นขึ้น แต่ความร็อนก็มันก็ยังมีอยู่ ความทุกข์ที่ลดลงเป็นสุขก็เปรียบกับความร้อนที่ลดลงเป็นความเย็นฉันนั้น เมื่อทุกคนต่างก็ต้องการความสุขคือความเย็นกันทั้งนั้นเราควรจะมอบความเย็นจิตเย็นใจให้แก่กัน ใครที่เย็นอยู่แล้วก็ช่วยไปดูดซับความร้อนจากคนอื่นมาบ้าง ฉะนั้นผู้ที่ดับเย็นไม่กลับมาร้อนอีกจึงเป็นที่ต้องการมาก เพราะท่านเหล่านั้นช่วยได้เยอะ ช่วยดับความร้อนที่มีอยู่ให้ลดลงไปพร้อมคำแนะนำ แนวทางชี้แนะเมื่อมีเหตุแห่งความร้อนมากระทบ เพื่อเราจะได้มีฉนวนป้องกันความร้อนนั้น ตลอดจนถึงอุบายคลายร้อน อุบายดับร้อนจนถึงที่สุด
      มีหลายคนที่ยินดีในการเกิด พอได้เกิดมาแล้วก็ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย เพราะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นทุกข์คือทนได้ยาก แต่หารู้ไม่ว่าการที่เกิดมาในอัตภาพนี้ก็เป็นเหมือนกับการสมัครที่จะแก่ สมัครที่จะเจ็บ สมัครที่จะตายตั้งแต่วันแรกที่ลืมตามาดูโลกแล้ว หลายคนก็ยังพอใจที่จะเกิดอีก เกิดอีก เกิดมาอีกก็ตายอีก ทุกข์อีก เป็นอยู่อย่างนี้แหละเรียกว่าวัฏฏะ หมุนเวียนเปลี่ยนไป ใช่ว่าจะได้เกิดเป็นคนทุกครั้งที่ไหน การเกิดเป็นคน เป็นมนุษย์พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับมีแอกที่มีอยู่ช่องหนึ่งลอยอยู่กลางมหาสมุทรทุกๆร้อยปีจะมีเต่าโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำสักครั้งหนึ่งโอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษ์ก็เปรียบเหมือนเต่าตัวนั้นที่โผล่ขึ้นมาตรงกลางช่องแอกนั้น แถมเต่าตัวนั้นตาบอดด้วยอีกต่างหาก คิดแล้วยากจริงๆนะ อ่านได้จาก ฉิคคฬสูตร ที่นี้ได้เกิดมาแล้วมีคำถามว่าเกิดมาทำไม เป็นคำถามของชีวิตเลยนะ สิ่งที่เราต้องการจะได้จากการมีอัคภาพที่พร้อมอย่างนี้คืออะไร เราจะทำอะไรเพื่ออะไร หาคำตอบให้ได้ เพื่อจะได้ไม่เกิดมาเป็นโมฆะ อย่างน้อยก็ควรมีประทีปส่องทางไปบ้างชีวิตนี้เกิดมาก็อย่าได้มืดไปเลย เส้นทางชีวิตทุกคนล้วนแล้วแตกต่างกัน จะมีมาบรรจบกันบ้างก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ขอให้ช่วงเวลานั้นพยายามสร้างแต่สัมพันธ์ในทางดีให้แก่กันเกื้อกูลกัน เมื่อทางมีโอกาสที่ทางนั้นมาบรรจบกันอีกจะได้สบายใจ ไม่บาดหมาง มีแต่สิ่งดีๆที่พร้อมจะมอบให้กัน 
      ทุกชีวิตที่เกิดมาล้วนมีความน่าสงสาร มีความทุกข์กันทั้งนั้น เราควรสร้างมิตรไมตรีจิตแผ่ออกไปให้กับทุกคนที่เราได้มีโอกาสพบปะพูดคุย ไม่ว่าคนว่าสัตว์ แม้แต่ศัตรูคู่อาฆาตก็ควรฝึก นี่เรียกว่าการฝึกเจริญเมตตาจิต มีความปรารถนาให้คนอื่นเป็นสุข พ้นจากทุกข์ ค่อยๆฝึกไปในชีวิตประจำวัน กระแสเมตตาจิต กระแสความปรารถนาดีนี้เมื่อฝึกบ่อยเข้าจะมีความแรงจนคนหรือสัตว์อื่นสามารถสัมผัสได้ถึงความเย็น เป็นคนน่ารัก น่าคบหา น่าเข้าใกล้ ฝึกเจริญให้มากก็จะได้รับอานิสงส์มาก เห็นผลได้ด้วยตัวเอง ดังที่มีอานิสงส์กล่าวไว้ด้วยกันถึงสิบเอ็ดข้อด้วยกัน การฝึกท่าว่าควรเริ่มจากผู้ที่เราเคารพบูชา ผู้มีพระคุณ เช่น แม่พ่อ ครูอาจารย์ ก่อน ต่อไปก็ญาติสนิท มิตรสหาย ขยายออกไปเรื่อยๆ จะให้ได้ผลจริงๆต้องมีการทาน ศีล ภาวนา สร้างจิตที่บริสุทธิ์ขึ้นมาถึงจะมีกำลังมากพอที่จะแผ่เมตตาได้ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ที่เราทำอยู่ทุกวัน คือ สวด สัพเพ สัตตา เนี๊ยะมันก็ดีอยู่แล้วนะ แต่กำลังมันน้อย บางทีมันแผ่ไม่ออก อันนี้ผู้รู้ท่านบอกมา ที่จริงไม่ต้องสวดต้องท่องก็ได้ก็ได้ แต่ขอให้ส่งความปรารถนาดี ความเมตตานั้นให้มันออกมาจากจิตจากใจริงๆ เกิดเป็นความรู้สึกปิติ สุข อิ่มเอิบ เกิดความเบาที่ใจเราด้วย บางครั้งแสดงออกมาทางกาย มีอาการขนลุก อมยิ้มนิดๆ ดวงตามีประกาย เป็นต้น ไม่ลองไม่รู้ หัดทำดูจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าที่ว่ามามันจริงไหม
      จากธรรมบทตอนเริ่มต้นนั้นมีที่มาแห่งความประทับใจจากบทสวดมนต์บทหนึ่งที่นิยมสวดหลังทำวัตรเช้า(เลือกมาสวดบ้างเป็นบางบทบ้างหลังทำวัตรเช้า)คือ
ปฐมพุทธภาสิตคาถา บทนี้เป็นพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าเปล่งอุทานครั้งแรกหลังจากที่ตรัสรู้
 
อะเนกะชาติ สังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขาชาติ ปุนับปุนัง
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะกาหะสิ
สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
สังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา
 
ในคืนที่ตรัสรู้ พระองค์ได้ทรงชำระจิตจนบริสุทธิ์สะอาดหมดจด จิตของพระองค์จึงเป็นจิตที่ทรงพลังอำนาจมาก สามารถมองย้อนหลังไปได้ถึงอดีตกาลไกลๆ ทรงระลึกถึงอดีตกาลไม่เฉพาะในชาตินี้ แต่ในชาติก่อนๆเป็นล้านๆชาติด้วย ได้ทรงเห็นชาติต่างๆในอดีตของพระองค์ว่า ได้ทรงเกิดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว

อะเนกะชาติ สังสารัง อะเนกะชาติ สังสารัง
แต่ละชาติที่เกิดมาทรงทำอะไรบ้าง คนที่มีชีวิตเกิดมาแล้ว ทำอะไรกันบ้างเล่า

 
สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
สิ่งที่คนเราทำคือ วิ่ง วิ่ง วิ่ง อยู่ตลอดเวลา วิ่งอย่างไม่หยุดยั้ง วิ่งโยไม่อาจหยุดได้แม้สักขณะจิตเดียว ได้แต่วิ่ง วิ่ง วิ่งต่อไป วิ่งเข้าไปหาความตาย นับแต่เวลาที่ถือกำเนิดมา คนเราก็เริ่มต้นวิ่ง และวิ่งต่อไปเรื่อยๆ แม้แต่จะร้องขอว่า
ขอให้ฉันหยุดสักนิดเถิด ก็ไม่อาจจะทำได้ เรายังคงวิ่งต่อไป วิ่งเข้าไปหาความตาย แล้วจากนั้นชีวิตก็เริ่มต้นใหม่อีก แล้วก็เริ่มวิ่งอีก วิ่ง วิ่ง วิ่งเข้าไปหาความตายอีกและนี่คือสิ่งที่ทรงกระทำในทุกๆชาติ

แล้วก็ทรงจำได้ว่า ในอดีตชาตินั้น บางชาติได้มีปราชญ์ผู้เฉลียวฉลาดบอกแก่พระองค์ว่า วงล้อชีวิต วงล้อของความเกิดและความตาย วงล้อแห่งความทุกข์นั้น คนเราจะสามารถหลุดพ้นได้ก็ต่อเมื่อได้พบกับผู้สร้าง ใครกันที่สร้างบ้านใหม่ให้แก่เรา ใครกันที่สร้างร่างกายใหม่สำหรับเรา หลังการตายทุกครั้ง จะมีร่างกายใหม่ที่พร้อมสำหรับเรา ถ้าเราได้รู้จักผู้สร้าง เราก็จะพ้นความทุกข์ และจะหลุดพ้นจากวงจรนี้

คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขาชาติ ปุนับปุนัง

พระองค์ได้ทรงพยายามสืบหาตัวผู้สร้างในแต่ละชาติที่ทรงเกิด
ได้ทรงความเพียรหลายอย่างหลายประการ เช่น ทำสมาธิภาวนาด้วยวิธีต่างๆ ทรมานพระวรกายด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งประกอบพิธีกรรมมากมาย แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร ยังคงมีแต่ความทุกข์อยู่เช่นเดิม ชีวิตแล้ว ชีวิตเล่า ไม่ว่าจะเป็นชีวิตในระดับใด แม้ในระดับสูงสุดที่มีแต่ความสุขสบาย ความตายก็มาถึงทั้งสิ้น และความตายนี้ก็เป็นทุกข์ ทุกขาชาติ ปุนับปุนัง การเกิดจะนำมาแต่ความทุกข์และความทุกข์ 

คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะกาหะสิ

ไม่มีผู้สร้างรายใดที่จะสามารถสร้างบ้านให้พระองค์ได้อีกแล้ว จะสร้างบ้านให้พระองค์ได้อย่างไรกัน ในเมื่อวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างของพระองค์ได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว ในการสร้างบ้านต้องมีอิฐ มีหิน หรือปูน หรือไม้ หรือเหล็ก แต่สิ่งเหล่านั้นได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว

สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง

วัสดุก่อสร้างได้ถูกทำลายหมดแล้ว

สังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา

จิตของพระองค์ไม่มีสังขารที่จะทำให้เกิดใหม่อีก ฉะนั้นจึงไม่มีตัณหาสำหรับอนาคตอีก ไม่มีสังขารใหม่ที่จะทำให้เกิดใหม่อีกแล้ว และสังขารเก่าก็ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น นี่ก็คือความหลุดพ้นแล้ว

ผู้สร้างคนไหนเล่าที่ได้ทรงค้นพบในชาติเหล่านั้น เมื่อทรงย้อนดูเพื่อสืบหาตัวผู้สร้าง พระองค์ก็ประจักษ์แจ้งในพระหฤทัยว่า สัจธรรมคือความจริงแท้นั่นเอง คือพระเจ้าผู้สร้าง สัจธรรมคือพระเจ้าผู้สร้างที่แท้จริง เมื่อได้ทรงค้นหาความจริงด้วยการชำระจิตให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสทั้งมวล และได้เข้าถึงสัจธรรม คือ ความจริงอันสูงสุด ก็ทรงหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล หลุดพ้นโดยสิ้นเชิง

 
      ใครอ่านมาถึงตรงนี้ได้ถือว่าเก่งนะ ยิ่งใครได้เข้าไปอ่านอรรถกถาอีกสุดยอดเลย โมทนาด้วยถ้าหากบทความที่เขียนมานี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับผู้ที่อ่านคนนั้นๆ เราแบกภาระของนักมากันก็มาก แบกมากเหนื่อยมาก แบกน้อยเหนื่อยน้อย แล้ววันหนึ่งสิ่งแบกควรจะวางได้เสียให้หมด วันนี้ยังแบกอยู่ ละ วางลงบ้าง ให้รู้ว่าสิ่งที่แบกพาไปอยู่นั้นเป็นแค่เครื่องมือ ยืมมาใช้เพื่อความสะดวกแห่อัตภาพเท่านั้น ถึงวันหนึ่งต้องปล่อย ต้องวางไป ไม่ควรเข้าไปยึดมั่น ว่านั้นของเรา ว่านั่นตัวตนของเรา คือเห็นไตรลักษณ์แล้วก็คลายความยึดมั่นอันนั้นเสีย ค่อยๆฝึกรู้เห็นไป ตามกำลังสติปัญญาของตนของตน(อาศัยตนไปก่อนนะ) ฝากไว้(ยาวเหยียด)

Posted on 21/07/2009, in ธรรมะ. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: