บุคคลหาได้ยาก ๒

๏ พ่อแม่ก็แก่เฒ่า จำจากเจ้าไม่อยู่นาน
จะพบจะพ้องพาน เพียงเสี้ยววานของคืนวัน
ใจจริงไม่อยากจาก เพราะยังอยากเห็นลูกหลาน
แต่ชีพมิทนทาน ย่อมร้าวรานสลายไป
ขอเถิดถ้าสงสาร อย่ากล่าวขานให้ช้ำใจ
คนแก่ชะแรวัย ย่อมเผลอไผลเป็นแน่นอน
ไม่รักก็ไม่ว่า เพียงเมตตาช่วยอาทร
ให้กินและให้นอน ให้พักผ่อนพอสุขใจ
เมื่อยามเจ้าโกรธขึ้ง ให้คิดถึงเมื่อเยาร์วัย
ร้องไห้ยามป่วยไข้ ได้ใครเล่าเฝ้าปลอบโยน
เฝ้าเลี้ยงจนเติบใหญ่ แม้เหนื่อยกายก็ยอมทน
หวังเพียงจะได้ยล เติบโตจนสง่างาม
ขอโทษถ้าทำผิด ขอให้คิดทุกทุกยาม
ใจแท้มีแต่ความ คอยติดตามช่วยอวยชัย
ต้นไม้ที่ใกล้ฝั่ง มีหรือหวังอยู่นานได้
วันหนึ่งคงล้มไป ทิ้งฝั่งไว้ให้วังเวง
      อ.สุนทรเกตุ
     
      ในพระพุทธศาสนาได้พูดถึงบุคคลหาได้ยากในโลกนี้มี ๒ ประเภท คือ
      ๑.บุพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อนฯ
      ๒.บุคคลผู้มีกตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และทำตอบแทน
      บุคคลผู้เป็นบุพการีหนึ่ง บคคลผู้กตัญญูกตเวทีหนึ่ง เป็นคู่บุคคลที่จะทำหน้าที่ต่อกันให้สมบูรณ์ได้ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างมีตัณหาครอบงำจิตใจอยู่ ผู้เป็นบุพารีอาจจะทำหน้าไม่ครบถ้วน และผู้ที่มีหน้าที่กตัญญูกตเวทิตา ก็อาจทำหน้าที่ไม่สม่ำเสมอ.(จากหนังสือนวโกวาท)
      บุพการี หมายถึง บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน กล่าวคือผู้มีพระคุณนั่นเอง ซึ่งได้แก่ พระพุทธเจ้า ครูอาจารย์ มารดาบิดา และพระมหากษัตริย์ที่ทรงราชพิธราชธรรม ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเพียงพ่อแม่ของเราก่อน
      ในมงคลสูตรได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า มาตาปิตุอุปัฏฐานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง การบำรุงมารดาและบิดาเป็นมงคลสูงสุดในชีวิตอย่างหนึ่ง
      มีผู้กล่าวว่า "วันแม่" สำหรับลูกหลายๆคนมีวันเดียวในหนึ่งปี แต่สำหรับวันแม่แล้ว "วันลูก" มีอยู่ทุกวัน
      ข้อความดังกล่าวนี้เป็นจริงอย่างที่ไม่มีใครอาจปฏิเสธได้ โดยทั่วไปแล้ว ความรักที่แม่มีต่อลูกนั้น ย่อมมีมากกว่าความรักที่ลูกมีต่อแม่ ในบทสวดบทหนึ่งที่นิยมใช้สวดอนุโมทนาในงานเปิดร้าน ขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญบ้าน และงานมงคลสมรส คือ เทวตาทิสสทักขิณาอนุโมทนาคาถา วรรคหนึ่ง
ได้กล่าวเปรียบไว้ว่า
 
"...มาตาปุตตัง วะ โอระสัง เทวะตานุกัมปิโต โปโส…"

     
      คำแปลทั้งหมดของบทสวดนี้แปลไว้ว่า
"…บัณฑิตชาติอยู่ในสถานที่ใด พึงเชิญท่านที่มีศีลสำรวมระวัง
ประพฤติพรหมจรรย์ในที่นั้น เทวดาเหล่าใดที่มีอยู่ในที่นั้น
ควรอุทิศทักษิณาทาน เพื่อท่านเหล่านั้นด้วย
เทวดาที่ได้บูชาแล้วนับถือแล้ว
ท่านย่อมบูชาบ้าง ย่อมนับถือบ้าง
ท่านย่อมอนุเคราะห์เขาประหนึ่ง มารดาอนุเคราะห์บุตรผู้เกิดจากอก
ที่ได้อาศัยเทวดาอนุเคราะห์แล้ว ย่อมมีความเจริญทุกเมื่อ
"

 
      ดังนี้มารดาบิดาจึงเปรียบเสมือนเป็นพรหมของบุตร เป็นครูอาจารย์คนแรกของบุตร และเป็นเทวดาองค์แรกของบุตร ดังจะได้กล่าวเป็นลำดับต่อไป ดังนั้นมารดาบิดาจึงเป็นผู้ควรรับการสักการะบูชาจากบุตร
      มีพุทธภาษิตที่กล่าวไว้ว่า พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร
ซึ่งแปลว่า มารดาบิดาท่านว่าเป็นพรหม
     

      คำว่า มารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร หมายความว่า มารดาบิดาย่อมประกอบด้วยพรหมวิหารธรรมหรือธรรม ๔ ประการคือ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ในบุตร คือ ท่านปรารถนาให้บุตรธิดามีความสุข จึงอุตส่าห์ทะนุถนอมเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ตั้งใจคอยสอดส่องหาอุบายที่จะให้บุตรธิดาประสบสุขทุกเมื่อ เมื่อได้ทราบว่ากิจการใดจักเป็นไปเพื่อประโยชน์และสุขแก่บุตรธิดา แม้จะต้องพร่าประโยชน์และสุขส่วนตนก็ยอม มุ่งความสุขสำราญแก่บุตรธิดาเป็นเบื้องหน้านี้คือท่านมีความเมตตาความรัก
     ท่านปรารถนาให้บุตรธิดาพ้นทุกข์ คอยสอดส่องถึงเหตุการณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมเสีย อันจะพึงมีแก่บุตรธิดาเสมอ เมื่อทราบว่ามีทุกข์ขึ้นก็รีบขวนขวายแก้ไขป้องกันจนสุดความสามารถ นี้คือท่านมี
กรุณา
ความสงสาร
      เมื่อท่านได้ทราบว่าบุตรธิดาของตนมีความสุขสำราญได้รับผลสำเร็จจากการงาน ได้ตำแหน่งหน้าที่ ท่านไม่อิจฉาริษยา มีแต่พลอยยินดีด้วยความจริงใจ ต้องการให้บุตรธิดาเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี้ท่านมี
มุฑิตา
ความยินดีตาม
     
เมื่อได้ทราบว่าบุตรธิดามีความสุขความเจริญตามสมควรแก่ฐานะแล้วก็ไม่จัดการแก้ไข หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญใจแก่บุตรธิดา แต่คอยเพ่งดูอยู่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างใด ถ้าเปลี่ยนแปลงไปในทางไม่ดีจะได้ป้องกันและแก้ไข หาใช่วางเฉยโดยมิได้ทำอะไรก็หาไม่ นี้ท่านมีอุเบกขา
คือความวางเฉย
     
บิดามารดามีคุณธรรมคือ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ทั้ง ๔ นี้ประจำใจ จึงเรียกว่าท่านเป็นพรหมของบุตร

      คำว่า มารดาบิดาเป็นครูอาจารย์คนแรกของบุตร หมายความว่า ท่านเป็นอาจารย์คนแรกของบุตรก่อนอาจารย์อื่นทุกคน ท่านสอนให้นั่ง ให้เดิน ให้กิน ให้เรียกพ่อเรียกแม่สอนให้รู้ว่าคนไหนเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นปู่ย่า เป็นตายาย เป็นลุง ป้า น้า อา สอนให้รู้จักสิ่งที่ควรทำไม่ควรทำ รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ส่วนอาจารย์อื่น ๆ เป็นอาจารย์ทีหลัง สอนทีหลังพ่อแม่ทั้งนั้น

      คำว่า มารดาบิดาเป็นเทวดาองค์แรกของบุตร หมายความว่า มารดา บิดา เป็นผู้พิทักษ์รักษาลูกก่อนเทวดาทั้งปวง นับตั้งแต่ลูกในครรภ์ เมื่อลูกเกิดมาแล้วก็เอาใจใส่ดูแล แม้บางคราวลูกทุบตีตนเพราะไม่รู้เดียงสา แทนที่มารดาบิดาจะเกลียดและโกรธกลับยกโทษให้และยังเพิ่มความรักใคร่ในลูกของตนเสียอีก ไม่คำนึงถึงความผิดใดๆ ของลูกทั้งสิ้น บางครั้งลูกทำผิด มารดาบิดาก็ดุว่ากล่าวหรือลงโทษ แต่ด้วยใจจริงแล้ว ไม่ปรารถนาจะให้ลูกของตนเดือดร้อน ทำไปด้วยความรักความหวังดีปรารถนาให้ลูกของตนมีความสุขความเจริญ มารดาบิดาจึงชื่อว่าเป็นเทวดา คือ ผู้ประเสริฐสุดสำหรับลูก ท่านไม่พยายามที่จะทำความชั่วให้ปรากฏแก่ลูก ด้วยเกรงว่าลูกจะถือเอาแนวปฏิบัติสร้างตนในทางที่ผิด เมื่อลูกรู้จักคุณแล้ว ทำปฏิการะตอบแทน จึงเป็นบุญเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่เพราะเหตุที่ท่านทั้งสองบำเพ็ญตนเป็นเหมือนพระวิสุทธิเทพผู้ประเสริฐ ซึ่งท่านไม่ปรารภถึงความผิดใดๆ ที่พวกคนพาลก่อขึ้น มุ่งแต่ให้พวกเขามีความสุขความเจริญฝ่ายเดียว คุณความดีของมารดาบิดาข้อนี้เอง ท่านจึงได้นามว่า "บุรพเทวดาของลูก" 
      ด้วยที่ได้พรรณนามาแล้วนี้ บุพการี กล่าวคือ มารดาบิดา จึงเป็นบุคคลผู้ที่หาได้ยาก เป็นผู้ที่มีพระคุณอย่างมากต่อบุตร จัดเป็นบุคคลที่บุตรควรให้ความเคารพ บูชา นอบน้อม และเลี้ยงดูท่านตอบแทน

      บุคคลผู้มีกตัญญูกตเวที หมายถึง บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และทำตอบแทน
      บุตรพึงบำรุงต่อมารดาบิดาด้วย ๕ ประการ ดังต่อไปนี้
      ๑.ท่านได้เลี้ยงมาแล้วเลี้ยงท่านตอบ
      ๒.ทำกิจของท่าน
      ๓.ดำรงวงศ์ตระกูล
      ๔.ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก
      ๕.เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน
      บุตรพึงบำรุงมารดาบิดาด้วยสถาน ๕ ประการ อย่างไร
      ๑.มารดาบิดาเลี้ยงเรามาตั้งแต่ยังเด็กๆ จนเจริญเติบโต พึงเลี้ยงมารดาบิดาให้เป็นสุข เวลามารดาบิดาเจ็บไข้ บุตรธิดาพึงตั้งใจรักษาพยาบาล  ๒.กิจสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มารดาบิดากระทำ บุตรธิดาความสามารถจะช่วยเหลือท่านได้ก็พึงกระทำ เวลาที่มารดาบิดาเจ็บไข้ไม่สามารถจะประกอบกิจตามปกติได้ บุตรธิดาพึงทำกิจนั้นแทนให้ลุล่วงสำเร็จไปด้วยดี  ๓.บุตรธิดาของตระกูลใดพึงดำรงวงศ์ตระกูลของตนมิให้เสื่อม ควรพยายามทำตระกูลของตนให้เป็นที่นิยมนับถือของคนทั่วไป  ๔.บุตรธิดาผู้ซึ่งสมควรรับทรัพย์มรดกของมารดาบิดา ต้องเป็นผู้มีความประพฤติสุภาพเรียบร้อยน่าไว้ใจ เว้นจากอบายมุข ๖ ประการ  ๕.บุตรธิดาผู้มีความกตัญญูกตเวที ในเมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว ควรทำบุญให้ทาน อุทิศส่วนบุญกุศลไปให้มารดาบิดาตามกำลังความสามารถของตน.            
      พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ใน "มาตาปิตุคุณสูตร" ว่า
      บุตรไม่อาจตอบแทนคุณแก่บิดามรดานั้นให้สิ้นสุดได้โดยประการใดๆ ด้วยอุปการะอันเป็นโลกียะ แม้จะนำท่านทั้งสองมานั่งอยู่บนบ่าขวาและบ่าซ้าย และปรนนิบัติดูแลท่านตลอดหนึ่งร้อยปี ก็ไม่สามารถทดแทนบุญคุณท่านได้หมด ส่วนบุตรคนใดทำให้มารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งอยู่ในศรัทธา ทำให้มารดาบิดาผู้ไม่มีศีลให้ตั้งมั่นอยู่ในศีล ทำให้มารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ถี่เหนียวให้ตั้งอยู่ในจาคะ ทำให้มารดาบิดาผู้มีความหลงให้ตั้งอยู่ในปัญญาสัมมาทิฏฐิ บุตรนั้นจึงจะได้ชื่อว่าได้ทำการตอบแทนบุญคุณของมารดาบิดาอย่างเต็มที่ โดยใช้วิธีที่แยบคาย ด้วยการทำให้ดู ทำให้เห็น ทำให้ประจักษ์ถึงผล อานิสงส์ ค่อยๆแนะนำไปทีละน้อย ให้ท่านได้น้อมนำไปปฏิบัติด้วยใจที่เปี่ยมศรัทธาอันประกอบด้วยปัญญาที่เกิดมีในตัวของท่านเอง
      บุตรที่ไม่ฉลาดย่อมไม่เห็นคุณค่าความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ส่วนลูกที่ฉลาดย่อมเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่

ยามแก่เฒ่าหวังเจ้าเฝ้าคอยรับใช้  ยามป่วยไข้หวังเจ้าเฝ้ารักษา
เมื่อถึงยามต้องตายวายชีวา       หวังลูกช่วยปิดตาเมื่อสิ้นใจ

      วันนี้…เราได้ทำสิ่งดีๆให้กับพ่อกับแม่…แล้วหรือยัง…

Posted on 11/08/2009, in ความรัก. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: