ความทุกข์มิใช่วัตถุ

F2F4C_meditation      ความทุกข์ที่แท้จริงนั้นอยู่ที่จิตโดยเฉพาะ แต่มิใช่จิตเป็นตัวทุกข์ถึงจิตกับความทุกข์อยู่ด้วยกันก็ตาม จิตก็เป็นจิต ทุกข์ก็เป็นทุกข์อยู่ตลอดไป (เรื่องนี้จะรู้ละเอียดได้ก็เฉพาะท่านผู้รู้เท่านั้น) ธรรมดาสามัญชนโดยทั่วไปแล้วย่อมเข้าใจว่าจิตเป็นตัวทุกข์ หรือว่าจิตเป็นทุกข์เหมือนกับว่าจิตกับทุกข์เป็นอันเดียวกัน
      ถ้าดูแบบผิวเผินแล้วก็เหมือนเป็นเช่นนั้น เพราะจิตกับทุกข์ยังคลุกเคล้าอยู่ด้วยกัน ฉะนั้น ความทุกข์จึงอยู่ในจิตโดยเฉพาะ ส่วนธาตุขันธ์ที่ว่าเป็นทุกข์ก็เพราะอุปาทานการยึดถือของกิเลส ตัณหา อวิชชา เท่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้มีอยู่ที่จิตแห่งเดียวกัน ดังคำว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่สำเร็จแล้วที่ใจ คำว่าใจเป็นใหญ่นั้นคือ เป็นศูนย์รวมของธรรมทั้งหลาย จะเป็นกุศลธรรม อกุศลธรรม ก็มารวมกันอยู่ในที่แห่งเดียว ใจจึงเป็นสภาธรรมทุกประเภท กิเลสตัณหาน้อยใหญ่ มีอวิชชาเป็นผู้นำก็ได้มาวางแผนทำงานกันอยู่ในที่นี้
      วิธีวางผังของวัฏฏะ วิธีหมุนเวียนตามกระแสในภพทั้งสาม ก็มาวางอยู่ที่ใจนี้ ส่วนกุศลธรรมคือ ธรรมที่นำความสุขมาสู่ใจ ก็ทำงานกันอยูที่ใจเรียกว่าเจตนา จะทำบุญให้ทานก็เจตนา จะรักษาศีล จะเจริญเมตาภาวนา ก็รวมอยู่ที่เจตนา อาศัยใจเป็นสภาบำเพ็ญบุญกุศล
     ฉะนั้น การทำงานของกุศลและอกุศลจึงมีผลกันไปคนละอย่าง แต่ก็สำเร็จด้วยมโนสภาทั้งนั่นเอง ทีนี้การพิจารณาด้วยปัญญาก็มาเอาใจเป็นหลักและเป็นที่ตัดสิน ธรรมวิจัยเป็นสถานที่เลือกเฟ้นธรรม โยนิโสมนสิการต้องใคร่ครวญให้ละเอียดให้แยบคายในปัญหาต่างๆ เพื่อจะแย่งชิงอำนาจให้ฝ่ายอกุศลตกออกจากใจไป นี้ก็เรียกว่าสำเร็จอยู่ที่ใจนั่นเอง
      การปฏิบัติธรรม การพิจารณาความทุกข์ ถ้าไม่มีปัญญาแยกแยะอย่างละเอียดแล้ว ก็ยากที่จะหนีจากทุกข์ไปได้ ส่วนมากจะมีความเข้าใจกันอย่างผิวเผิน เช่น ความทุกข์เกิดขึ้นจากธาตุขันธ์ส่วนใด ก็เข้าใจกันว่า ความทุกข์อยู่ในที่นั้น เช่น ปวดตา ปวดหัว ก็เข้าใจว่าตาเป็นทุกข์ หัวเป็นทกข์ หรือกายเป็นทุกข์ไปทำนองนั้น ถ้านักปฏิบัติที่มีปัญญาโดยรอบคอบ รอบรู้ในสรรพสังขารแล้ว ถึงจะมีความแปรปรวนคือ ความไม่ปกติของธาตุขันธ์แล้ว ก็มีความรู้เท่าว่านั้นไม่ใช่ความทุกข์ของกายแต่เป็นความทุกข์ของจิตโดยตรง เมื่อจิตมีความสัมพันธ์กันกับร่างกายอยู่ตราบใด การสัมผัสระหว่างจิตกับร่างกายว่าสุขว่าทุกข์ก็มีอยู่ตราบนั้น
      แต่เมื่อจิตออกจากร่างกายไปแล้ว ความทุกข์ของร่างกายจะมีมาจากที่ไหน เขาจะเอาขวานไปสับ เอาไฟไปเผาร่างกาย ก็ไม่บ่นว่าทุกข์แต่อย่างใด เพียงเท่านี้คิดว่านักปฏิบัติคงจะเข้าใจว่า ความทุกข์ไม่มีอยู่ที่กายโดยตรง แต่เป็นเพียงผลสะท้อนที่เกิดขึ้นจากอุปาทานที่มีอยู่ที่จิตเท่านั้น
      ฉะนั้น การพิจาณาความทุกข์ภายในกายก็ให้มุ่งหมายลงไปภายในจิตเป็นหลักสำคัญ เพื่อให้จิตได้รู้และเข้าใจในอุปาทานภายในจิตเอง จึงได้ความว่า เมื่อจิตมีอุปาทานยึดมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นเราและเป็นของของเราจิตย่อมได้รับความทุกข์จากการยึดถือในสิ่งนั้นๆ
      นี้แลผู้เขียนจึงเน้นหนักไปในการพิจารณาด้วยปัญญา เพื่อให้นักภาวนาได้ขุดคนแยกแยะให้ถึงแก่นแท้ที่จิตได้หลงการยึดถือว่าเราว่าเป็นของของเรา ถ้าอุปาทานการยึดถือได้วางรากฐานยึดอยู่ในของสิ่งใดกิเลสตัณหาน้อยใหญ่ก็จะขยายเขตยึดครองไปเสียทั้งหมด ว่านั้นก็เป็นเรา นั้นก็เป็นของของเรา เมื่อสิ่งนั้นแปรสภาพไปตามสัจธรรม คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตาแล้ว ความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็มารวมลงสู่จิต พิษแห่งความเข้าใจผิดก็จะเกิดขึ้นที่จิตเอง ความยึดถือของจิตจึงไม่มีขอบเขต เพราะตัณหาคือความอยากเป็นเหตุ ผลักดันให้จิตเป็นไป
      เมื่ออยากในสิ่งใด ไม่สมปรารถนา ก็เกิดทุกข์ที่จิต หรือความอยากหมุนตัวเร็วไป การได้มาไม่ทันกับความอยากก็เป็นทุกข์ ความทุกข์ที่แท้จริงนั้นมิใช่อยู่กับเงินทองกองสมบัติแต่อย่างใด แต่ความทุกข์ที่แท้จริงนั้นมีอยู่ที่จิต ส่วนวัตถุสมบัติทั้งหลายนั้นเป็นเพียงสิ่งประกอบให้จิตได้หลงเท่านั้น เมื่อไม่เข้าใจตามความเป็นจริงในสรรพสังขารทั้งหลายแล้ว ก็ต้องลงโทษจิตว่าขาดการศึกษา เพราะหลักสัจธรรมเปิดเผยในหลักความเป็นจริงอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะความเข้าใจของจิตที่มีความเห็นผิดไปจากหลักความจริง ทั้งที่ความจริงเป็นอย่างนั้น แต่จิตเข้าใจไปอย่างนี้ จึงเป็นวิธีสวนทางกันกับความจริงอยู่ตลอดเวลา จิตจึงไม่มีโอกาสที่จะรู้เห็นสัจธรรมตามความเป็นจริงได้
      นี้เราเดินสวนทางในหลักสัจธรรมมาแล้ว ไม่รู้ว่ากี่ชาติกี่ภพจนถึงชาติปัจจุบัน ก็ยังไม่พบเห็นสัจธรรม เหมือนบอดเดินทางไปในที่มืด ถึงจะเดินเหยียบเพชรพลอยที่มีราคาไปก็ไม่เข้าใจว่าอะไร เหมือนคนโง่เขลาเบาปัญญา ไม่เข้าใจในคุณค่าราคาของเพชรพลอย ถึงจะเห็นเต็มตาก็ไม่มีปัญญานำไปเป็นประโยชน์เลยนี้ฉันใด แม้สัจธรรมมีอยูในโลกมาแต่กาลไหนๆ จิตก็ยังไม่เข้าใจ และไม่เห็นคุณค่าของสัจธรรมนั้นเลยฉันนั้น นี้ก็เพราะจิตขาดปัญญาเป็นครูสอนนั่นเอง
      เราเป็นนักปฏิบัติต้องฝึกหัดอบรมให้จิตมีความฉลาดเฉียบแหลมจึงจะแทงทะลุเข้าไปถึงเป้าหมายในหลักความจริงได้ ฉะนั้น จงใช้ปัญญาอบรมจิตสอนจิตให้รู้หลักความจริงในสัจธรรมอยู่เสมอ และเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาวามเข้าใจผิดของจิตเมื่อถูกกิเลสตัณหาผลักดัน เหมือนกับหอกดาบที่ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวในเวลาฉุกเฉิน หรือในเวลาที่มีสงครามก็ต้องเตรียมให้พร้อม เพื่อต่อสู้ศัตรูคู่อรินี้ฉันใด เราเป็นนักปฏิบัติผู้จะเอาชนะจากศัตรูภายในคือกิเลสตัณหา เราก็ต้องเตรียมสติปัญญาศรัทธาความเพียรไว้ให้พร้อมเพื่อจะลบล้างตัณหาอวิชชาที่มายึดครองจิตให้หมดสิ้นไปฉันนั้น จิตก็จะหมดจากความเป็นทาส
      ด้วยอำนาจของสติปัญญามาช่วยเหลือเหมือนกับตำรวจทหารเบื้องต้นก็เป็นคนสามัญธรรมดา เมื่อได้มาเรียนวิชารู้หลักการวิธีการตามหน้าที่แล้ว ก็ย่อมมีการฝึกซ้อมอยู่เสมอ เมื่อมีภัยเกิดขึ้นในบ้านเมืองก็พร้อมที่จะปราบด้วยอาวุธต่างๆ ให้ศัตรูหรือข้าศึกพ่ายแพ้เรียบาบได้ทันทีนี้ฉันใด สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรทุกประเภท เป็นเครืองมือปราบกิเลส ตัณหา อวิชชาโดยตรง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นักปฏิบัติต้องเป็นผู้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากมีกิเลสตัณหาเข้ามาเมื่อไรก้พร้อมที่จะเผชิญหน้าด้วยสติปัญญาอย่างห้าวหาญ สับฟันด้วยสติปัญาอย่าเผลอตัวและไม่ยอมแพ้แก่กิเลสตัณหาหน้าใดทั้งสิ้นฉันนั้น
    มิใช่ว่าตัณหากดคอไว้แล้วจึงจะคว้าหาสติปัญญา ทั้งที่ตวเองก็ไม่ได้สร้างมาไว้ จะเอาอะไรมาเป็นสิ่งป้องกันตัวเล่า หรือจะเอาสมาธิอย่างเดียวสู้กับกิเลส ตัณหา อวิชชา ซึ่งไม่เคยมีมาในวงศ์ของพระอริยเจ้าเลย เพราะในครั้งพุทธกาล ท่านผู้ได้บรรลุมรรคผลขั้นต้นจนถึงขั้นสมบูรณ์เต็มที่ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีสติปัญญาอย่างพร้อมมูล จิตของท่านจึงมีความฉลาดเฉียบแหลมคมคายเพราะอาศัยปัญญาเป็นเครื่องฝึก จะนึกคิดในสัจธรรมก็คล่องตัวและรู้ตามความเป็นจริงด้วย
      ในครั้งแรกท่านก็เป็นปุถุชนธรรมดาสามัญชนทั่วไป ใจก็มีความคิดเห็นจมอยู่ในกามคุณทั้งหลาย เมื่อท่านรู้วิธีฝึกจิตด้วยปัญญา ความคิดเห็น ตวามเข้าใจเดิม ก็เปลี่ยนทัศนะที่คิดลอยตามกระแสโลก หมุนตัวเข้ามาพิจารณาตามความเป็นจริง จึงกลายเป็นผู้รู้จริงเห็นจริงได้ จึงได้นามว่าสาวกสังโฆที่เรากราบไหว้อยู่ในปัจจุบัน
      นี้เราคนหนึ่งที่กำลังเดินตามรอยยุคลบาทของพระศาสดา เราต้องศึกษาในจารีตตามพระพุทธประเพณีที่พระองค์ได้วงแนวทางการปฏิบัติไว้ให้แก่พวกเราทั้งหลาย ต้องศึกษาให้เข้าใจให้ถูกต้องตามหลักความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว อย่าปฏิบัติแหวกแนวนอกเหนือไปจากมรรค ๘ มีสัมมาทิฏฐิคือปัญญาที่เห็นชอบเป็นหลักสำคัญ การฝึกปัญญาในเบื้องต้นก็ต้องคิดพิจารณาในสัจธรรมให้สมเหตุสมผลและคิดให้ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง เหมือนกับการบวกลบคูณหารของเลข หากความชำนาญในการคิดไม่พอและความจดจำทางสมองไม่คล่องตัว ก็ต้องอาศัยการเขียนด้วยปากกาดินสอ เพื่อช่วยความจำให้ชำนาญ ต่อไปจะคิดในใจเองก็ได้และถูกต้องรวดเร็วนี้ฉันนั้น
      การฝึกความฉลาดให้แก่จิตก็ต้องอาศัยหลักความจริงมาเป็นนิมิตหมายในการคิด เช่น ไปเห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ คนที่ได้รับทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจด้วยประการ่างๆ แม้เห็นคนตายก็จำมาคิดแล้ว น้อเข้ามาหาตัวเอง แล้วสมมติตัวเองว่าเป็นไปด้วยวิธีนั้นและตามอาการนั้นๆ นี้คือวิธีหาพยายานหลักฐานภายนอกมาเป็นเหตุยืนยันในตัวเองว่าเราก็ต้องเป็นอย่างนี้ ก็จะได้รับผลอย่างนี้
      ถ้าหากเราใช้ความคิดไปในลักษณะนี้อย่างคล่องตัวแล้ว ทีหลังเพียงกำหนดดูตามเหตุการณ์ ปัญญาและความเฉียบแหลมภายในจิตก็จะเป็นอัตโนมัติ รู้เท่าทันสัจธรรมอย่างละเอียดได้อย่างแม่นยำ เพราะปัญญาส่วนละเอียดและความรู้เห็นสัจธรรมส่วนละเอียดก็มาจากปัญญาส่วนหยาบ และจิตรู้เห็นในส่วนหยาบๆของสัจธรรมนั่นเอง เหมือนกับช่างฝึกหัดทำงานในเบื้องต้น จะให้ผลงานนั้นๆมีความละเอียดประณีตไปเลยทีเดียวไม่ได้ เมื่อทำไปบ่อยๆ ความชำนาญในการทำและความเข้าใจในการทำก็กลายเป็นนายช่างผู้มีฝีมือไปเองนี้ฉันใด การฝึกปัญญาขั้นเริ่มแรกก็เป็นในลักษณะล้มลุกคลุกคลาน แม้จิตที่รับรู้จากปัญญาก็ยัเข้าใจผิดๆถูกๆ เมื่อปัญญาจารณาอย่างมีเหตุมีผลในหลักความจริงแล้ว จิตก็ยอมรับหลักการว่าสัจธรรมเป็นจริงฉันนั้น
      เหมือนกับมารดาบิดาสอนบุตร ย่อมมีทั้งการขู่และการปลอบโยนไปตามความประพฤติของบุตรนี้ฉันใด เรื่องปัญญาสอนจิตก็ย่อมใช้วิธีขู่ในช่วงที่จิตมีความคะนอง ที่ฝักใฝ่ไปในกามคุณแทบจะลืมตัว แต่เมื่อจิตอยู่เป็นปกติก็ใช้ปัญญาในวิธีปลอบโยนเพื่อให้จิตเกิดความร่าเริงจึงจะสมกับว่าปัญญาสอนจิตที่ฉลาด และจิตก็พลอยมีความฉลาดตามปัญญาไปด้วยฉันนั้น
      ถึงกิเลสตัณหาจะชักลากจิตไป ก็ใช้สติปัญญาชักลากจิตให้คืนสู่ตามความปกติโดยเร็ว ถ้าหากปล่อยไว้นาน จิตก็หลงระเริงอยู่ในกามคุณจนลืมตัวได้ เพราะอุบายมารยาสาไถยของกิเลสตัณหามีมาก เราต้องมีสติปัญญาประคองจิตให้เหมือนกับมารดาประคองบุตรนั่นเอง

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

Posted on 19/10/2009, in ทวนกระแสโลกพบกระแสธรรม. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: