เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องความรัก

imagesCA9CADKV

     เดือนกุมภาพันธ์ เดือนที่โลกสมมติว่าเป็นเดือนแห่งความรัก เมื่อสรรพสิ่งได้ถูกก่อเกิดมาให้อยู่ร่วมกันบนโลก สิ่งทั้งหลายจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขจะต้องอาศัย “ความรัก” เป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์อันดีแก่กัน

     ความรัก นั้นมีผู้ให้คำจำกัดความ ให้นิยามไว้มากมาย ความรัก เป็นความรู้สึกทางด้านบวก และก็จัดเป็นคุณธรรมข้อหนึ่งที่มนุษย์พึงมี เริ่มต้นจากรักตัวเองก่อน แล้วจึงแบ่งปันความรักให้แก่ผู้อื่น

     ความรักมีผู้แบ่งแยกประเภทไปตามลักษณะ เพื่อให้เห็นว่าความรักนั้นมีหลายแบบ หลากอารมณ์ ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป แต่ในที่นี้ขอแบ่งความรักออกเป็น ๒ ระดับ คือ ต่ำสุด และสูงสุด ดังนี้
     ๑. ความรักที่เจือด้วยกามารมณ์ล้วนๆ
     ๒. ความรักที่เกิดจากความเมตตา กรุณา อันบริสุทธิ์
     ซึ่งความรักทั้งสองแบบนี้ สามารถพัฒนาขึ้นจากระดับต่ำสุดในข้อ ๑. ไปจนถึงขั้นสูงสุดในข้อ ๒.ได้

     เมื่อความรักเป็นสิ่งที่ดี ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ซึ่งตรงกันข้ามกับความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา ซึ่งจะนำไปสู่ความแตกแยก และความเสียหายต่างๆที่จะตามมาได้ หลายครั้งความรักเป็นจุดเริ่มต้น และลงท้ายด้วยความเกลียดชัง ลงท้ายด้วยน้ำตา ความเจ็บปวด ความเสียใจ ความรักดังกล่าวจัดเป็นความรักที่ยังห่างจากความเมตตา กรุณา จึงทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะการเข้าไปสัมผัสกับความรักผิดวิธี หรือขาดศิลปะ แล้วเมื่อเราจะต้องเข้าไปเกี่ยวกับความรัก จะทำอย่างไรที่จะให้ได้รับโทษของความรักน้อยที่สุด นี่เป็นสิ่งที่ต้องศึกษากันต่อไป ซึ่งหลักการหรือข้อปฎิบัติฟังๆดูอาจจะไม่ยาก สั้นๆ ง่ายๆ ซึ่งผู้มีประสบการณ์ก็ได้บอกกันต่อๆกันมานักต่อนักแล้ว แต่ด้วยความโง่ ความอ่อนต่อโลกจึงทำให้โดนพิษของความรักเล่นงานอยู่เสมอๆ ไม่ว่าใครก็ตาม ต้องเจอไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้ศิลปะ และสติปัญญาจัดการกับปัญหาในแต่ละกรณีที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร เพราะสิ่งต่างๆไม่มีอะไรที่จะสมหวังได้อย่างใจเราเสมอไปตามที่เราคิดเรานึก จะต้องมีสมหวังบ้างผิดหวังบ้าง ตราบเมื่อยังมีความคาดหวังอยู่ ไม่มีความรักใดที่จะมั่นคงถาวร ความรักเกิดขึ้นได้ มีการเปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลางและมันก็ต้องจบลงได้เช่นกัน เป็นกฎอนิจจังธรรมดาๆ ตามกฎไตรลักษณ์ ที่เรารู้ๆกันอยู่ แต่ถึงจะรู้ก็ยังวางใจกันไว้ไม่เป็น ไม่ถูกอยู่ เพราะเรายังเข้าไปยึดถือ ยึดมั่นว่าเป็นความรักของเรา สิ่งนั่นสิ่งนี้เป็นของเรา เมื่อต้องสูญเสียสิ่งนั่นไปจึงต้องเสียใจ จะโทษใครถ้าไม่โทษตัวเราเอง ถ้าคนพิจารณาเป็น หรือภาวนาเป็น นั่นควรบอกกับตัวเองเสมอว่าเราอยู่กับสิ่งที่มั่นไม่เที่ยง สักวันไม่มันก็เราก็ต้องแยก แตก ดับ จากกันไป สิ่งที่พอทำได้คือหากเราจะต้องผูกพันธ์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับใคร ควรมอบแต่สิ่งดีๆ ความปรารถนาดีๆให้กัน แม้ต้องจากกันก็จากกันด้วยดี วันนี้คนที่เราพบเจอ พูดคุย หรืออยู่ด้วยกัน เราได้มอบสิ่งดีๆให้กันหรือยัง ทั้งที่แสดงออกทางกาย ทางคำพูดวาจา รวมไปถึงความจริงใจต่อการกระทำนั้นด้วย จำไว้ว่าบุคคลที่สำคัญที่สุด คือ บุคคลที่อยู่ต่อหน้าเรา ถึงแม้บางครั้งเราอาจจะต้องฝืนความรู้สึกอยู่บ้าง หากแต่เราจะมองให้ลึกว่าทุกคนล้วนเกิดมามีทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นและยังต้องร่วมเวียนว่ายในกะแสแห่งทุกข์นี้เหมือนกับเรา ผมว่ากระแสความสงสาร เมตตาที่มีต่อกันนี้จะมาลบความรู้สึกไม่ชอบตรงนั้นลงได้บาง จิตใจเราจะอ่อนโยนขึ้น จนเกิดเป็นความรักความเมตตาแบบไม่มีประมาณไม่จำเพาะเจาะจงในสักวันใดวันหนึ่งก็อาจเป็นได้
     สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คู่รักต้องนำมาคิด คือ ทำอย่างไรจะประคับประคอง ทะนุถนอมความรักนั้นให้ยาวนานที่สุด และได้รับโทษหรือทุกข์น้อยที่สุด นี่แหละเป็นศิลปะการครองคู่ ซึ่งยากกว่าการจัดงานแต่งหลายเท่านัก บางทีเราก็ไปให้ความสำคัญกับการจัดงานพิธีมากจนเกินไป แต่โดยแท้แล้วกุศโลบายของการจัดงานแต่งเพียงเพื่อบอกให้คนอื่นรู้ว่ามีคนสองคนจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยาและจะสร้างครอบครัวกัน ให้คนที่เราเคารพหรือรู้จักได้มาร่วมเป็นสักขีพยานรับรู้ ตรงนี้ผมแนะนำว่ายิ่งประหยัดเรียบง่ายได้เท่าไหร่ยิ่งดี ส่วนที่สำคัญต่อจากนี้นั้นคือการดำเนินไปของการใช้ชีวิตคู่ ซึ่งจะต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันซึ่งการอยู่ร่วมกันนานๆจะทำให้เรารู้ว่าธาตุแท้ของกันและกันเป็นอย่างไรต่างกันและเข้ากันได้มากน้อยแค่ไหน ต้องปรับต้องเปลี่ยนอะไรกันบ้าง จะลดหรือจะต้องเพิ่มส่วนไหนอะไรยังไง จะต้องมาพูดคุยทำความเข้าใจกัน ผิดบ้าง เผลอไปบ้างต้องปรับปรุงยังไง พออภัยให้กันได้ไหม? หากมันไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ จะทำอย่างไร พูดจากันด้วยกันความรักความเข้าใจ แม้จะจากกันก็จากกันด้วยความรักความเข้าใจ ด้วยเหตุและผล ด้วยความเคารพในการตัดสินใจ ซึ่งกันและกัน นี่เป็นทางออกสำหรับคนมีคุณธรรม แม้จะเสียใจก็เสียใจไม่มาก ความรู้สึกดีๆที่มีให้กันก็ยังมีเหมือนเดิม เรียกว่าแม้ตัดบัวก็ยังเหลือเยื่อใย แต่ถ้าหากเป็นคนที่ยังห่างไกลคุณธรรมแล้วมักจากกันด้วยความชิงชัง ด้วยโกรธเกลียด และบางครั้งอาจลงท้ายด้วยโศกนาฏกรรม ซึ่งในความคิดผมแล้ว ความรักที่ลงท้ายแบบหลังนี้ยังเป็นความรักที่เห็นแก่ตัว ยังเป็นความรักที่ห่างไกลเมตตาอยู่มากนั่นเอง 
     ฉะนั้นการพัฒนาทางด้านจิตใจให้สูงขึ้นจึงถือว่าสำคัญมาก ที่จะต้องประกอบไปด้วยความปรารถนาดีให้แก่กันและกันที่เรียกว่า เมตตา กรุณา ขออธิบายสองคำนี้สักนิดนึงนะครับ
     เมตตา นั้นหมายถึง มีความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
     กรุณา  นั้นหมายถึง ความสงสารอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
     ถ้าเป็นความรักของคู่รักที่ดี จะต้องมีความเห็นอกเห็นใจกัน มีความกรุณาเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันอย่างไม่เห็นแก่ตัว ไม่หักหารน้ำใจซึ่งกันและกัน แต่อยู่ด้วยกันอย่างถนอมใจกันและกัน ให้ความรัก ความหวังดีอย่างไม่ปิดบังอำพรางกันและกัน จูงมือกันไปสู่หนทางที่ดี ไม่ชวนกันทำชั่วหรือจูงมือกันลงเหว ซึ่งเป็นทางนำไปสู่อบาย ความเสียสละก็เป็นอีกคุณธรรมหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับความรัก ถ้าหากความรัก คือการให้ คือความปรารถนา ให้ผู้อื่นมีความสุข พ้นจากทุกข์ ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องแลกมาเป็นความทุกข์ของเรา ซึ่งในความเป็นทุกข์นั้นมันก็มีความสุขอยู่ ความสุขที่ได้เห็นคนที่เรารัก เราปรารถนาดีด้วยเขามีความสุข  เป็นสุขที่เกิดจากคุณธรรมที่ก่อเกิดขึ้นมาภายในจิตใจ แม้บางครั้งอาจจะต้องเจ็บ ต้องสละเลือด อวัยวะ หรือแม้แต่ยอมแลกด้วยความตายของตน เพื่อคนที่เรารัก เราปรารถนาให้เขาเป็นสุข ก็ยอมได้ นี้แหละความรักนำมาซึ่งความเสียสละ และความเสียสละที่โลกสรรเสริญ คือ แม้จะต้องสละชีวิตก็ยอมเพียงเพื่อรักษาธรรมเอาไว้ ถึงขนาดนั้นเลย
     สัตว์โลกเกิดมาย่อมรักตัวเองเป็นที่สุด รักสุขเกลียดทุกข์เหมือนๆกัน ล้วนแล้วแต่มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่ควรเบียดเบียนกัน ข่มเหงรังแกกัน แต่ควรมีความรัก ความปรารถนาดีให้แก่กัน มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแก่กันตามสมควรตามกำลัง บางครั้งเหลือกำลังของเราที่จะช่วย ก็ต้องวางเฉยด้วยปัญญาพิจารณาว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามเหตุตามปัจจัยและก็ไม่เอาทุกข์เขามาสุมหัวเรา วางใจให้เป็นปล่อยวางให้ได้ ฝึกพิจารณาภาวนาไปจะเกิดปัญญามีสติเท่าทันอันนี้มีประโยชน์กับใจเราเอง เมื่อรู้คนเราล้วนแตกต่างกัน จะไปคาดหวังให้เป็นดั่งใจของเราต้องการทุกอย่างเช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้ แต่เราสามารถจัดการกับตัวเองได้ พัฒนาคุณธรรม สติปัญญาภายในจิตใจของเราเองได้ เพราะไม่มีใครจะทำให้เราเสียใจ ทุกข์ใจ ได้มากเท่ากับตัวเราเอง ความคิดของเราเอง การวางใจไว้ผิดของเราเอง สิ่งที่ผมพบเห็นบ่อยๆ คือ เฝ้าโทษแต่คนอื่น โดยไม่โทษตัวเองบ้างเลย มัวมองแต่ความผิด ความบกพร่องของคนอื่น แต่ความผิดความบกพร่องของตัวเองลืมนึกถึง หากมองลึกจนเข้าใจดีแล้วเป็นเราต่างหากที่พัฒนาความรักไปไม่ถึงความรักที่บริสุทธิ์ ถ้าเป็นความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ จะไม่มีทางย้อนกับมาเล่นงานเราให้เป็นทุกข์แน่นอน
     แล้วทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่า “ความรักเป็นทุกข์” อันที่จริงความรักไม่ได้ก่อให้เกิดทุกข์เลย ถ้าหากเราไม่เก็บสั่งสมจนกลายมาเป็นตัณหา อยากเข้าไปครอบครอง เมื่อได้ครอบครองก็เกิดความห่วงแหน ซึ่งความห่วงแหนก็เริ่มเป็นทุกข์แล้ว หากต้องเสียคนรักหรือของรักไป พลัดพรากจากกันไป ก็ยิ่งเป็นทุกข์หนักเข้าไปอีก ต้องเสียใจอาลัยอวรณ์ ถ้าหากไม่ได้ครอบครองก็เป็นทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง  ยิ่งรักมากก็ยิ่งเสียใจมาก นี้เป็นความรักที่ยังเจือมากด้วยกามารมณ์เจือด้วยราคะ ความต้องการอยู่มาก และยังมีความเข้าไปยินดีพอใจ เข้าไปติด เข้าไปหลง ในรูป สี กลิ่น เสียง ในสิ่งที่ตนรักตนหลงอยู่นั่นเอง เมื่อเหนียวแน่นเข้าก็กลายมาเป็น ความยึดมั่น ว่าสิ่งนั้น หรือคนนั้นเป็นของของเราเข้าจริงๆ เมื่อต้องพลัดพราก จากสิ่งที่ตนรักตนหลง จึงทำให้ทุกข์เกิด ความรักที่เข้าทำนองแบบนี้จึงเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์นั่นเอง
     ฉะนั้นความรักของปุถุชนยังจะต้องเจือด้วยทุกข์อยู่เสมอ จนกว่าจะพัฒนาเป็นความรักให้สูงขึ้นไปเป็นแบบพระอริยเจ้า ซึ่งเป็นความรักที่บริสุทธิ์ที่ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเป็นวิหารธรรม ซึ่งเป็นเครื่องอยู่ของพรหม เป็นคุณธรรมของพระอริยเจ้า ที่จะบริสุทธิ์ขึ้นไปตามลำดับภูมิธรรมจนถึงพระอรหันต์
      คนเราจะรักกันได้ดี เข้ากันได้มาก ต้องมีธาตุที่คล้ายคลึงกันอะไรๆหลายอย่าง สอดคล้องกัน ไปด้วยกันได้ ยิ่งมีอะไรหลายๆอย่างเสมอกันเหมือน คล้ายๆกัน ก็ยิ่งผูกความรักนั้นไว้ได้มาก คู่รักที่เป็นคู่สมรสชื่อก็บอกแล้ว่ามีรสเสมอกัน ถ้าเป็นความสมรสจริงๆความขัดแย้งก็มีน้อย ความเข้าใจกันก็มีมาก การปรับตัวเข้าหากันก็ไม่ต้องปรับมาก แต่การที่จะต้องปรับตัวเข้าหากันนั้นมีแน่นอน ไม่มีไม่ได้ เพราะว่าคนมันต่างกันจะมาเป็นตัวของตัวเองมีนิสัยเดิมๆทั้งหมดนั้นไม่ได้  คนเราย่อมมีความบกพร่องมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปกันทุกคน การเข้าใจ การให้อภัยกันจึงควรมีให้มาก บ้างต้องอดทน ต้องมีความเคารพ ซื่อสัตย์ ความไว้ใจ ซึ่งกันและกันด้วย เห็นไหมว่าจะพูดกี่ครั้งก็ซ้ำรอยเดิม ที่คู่รักไปกันไม่ได้ ก็เพราะขาดสิ่งเหล่านี้ นี่ไม่ได้มองข้ามอดีตชาติ ว่าเป็นคู่บุญ คู่กรรม คู่เวร อะไร แต่มองจากเหตุปัจจุบัน
     ในทางพุทธศาสนาก็ได้กล่าวไว้ทำนองนี้เหมือนกันว่า คู่รักนั้นควรมี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา เสมอกัน ซึ่งมาพิจารณาแล้วก็มีเหตุผลใช้ได้เลยทีเดียว ยิ่งเสมอกันไปในทางดีๆ อย่างเช่น มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อกรรมว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีความตั้งมั่นในศีลในธรรม รู้จักจาคะ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ และจาคะที่สำคัญคือสละความตระหนี่ถี่เหนียวที่เป็นอาจเป็นกิเลส ก็กำจัดออกไป กิเลสก็เบาลง และมีปัญญาเสมอกันยิ่งเป็นปัญญาทางธรรมแล้วหากเจริญให้มากทำให้มากด้วยกันทั้งคู่ ผมว่าคู่แบบนี้สุดยอดมากเลย อยู่กันอย่างกันอย่างกัลยาณิตร หล่อเลี้ยงใจกันด้วยคุณธรรม ฟังดูเหมือนเป็นความรักในอุดมคติยังไงไม่รู้ แต่เป็นไปได้นะ เริ่มจากตัวเองก่อน เป็นผู้ให้ก่อน ฝึกให้แล้วไม่เสียดาย ถ้าจะไม่หวังก็ยังไงอยู่ หวังผลตอบแทนให้มันน้อยๆ ให้เราสบายใจพอใจเมื่อเห็นเขามีสุข หวังแบบนี้พอได้อยู่ อย่าให้ความหวังมันมาแว้งกัดน่าจะสอบผ่านเรื่องการให้ และการให้ทานเป็นไปตามหลักพุทธศาสนาก็มีอานิสงส์ต่อทั้งผู้รับและผู้ให้ อยากให้คนอื่นรักเรา  เราก็ต้องรักคนอื่นก่อน
     หากไม่เสมอกันแถมยังแตกต่างกันมากอยู่กันไม่ค่อยได้นะ หากอีกฝ่ายหนึ่งมีศีล มีธรรม ตั้งตัวอยู่ในบุญกุศล แต่อีกฝ่ายผิดศีล ขาดธรรม ทำแต่บาปอกุศล มันมีแต่แรงพลักให้ห่างกัน ซึ่งต่างกับพวกเดียวกันมันแรงดึดูดกันนะ คุณนี้คุณมีแรงชนิดไหนกับฝ่ายไหนพวกไหน ผิดฝาผิดตัว มันก็ปิดกันไม่ค่อยลง คนเราจะคบกันก็คบกันด้วยธาตุจริงนะ แนะนำว่า คิดดี พูดดี ทำดี คบมิตรดี และไปสู่แต่สถานที่ที่ดีๆ  ผมคงไม่ต้องอธิบายนะว่า คิดดีนั้นคิดอย่างไร พูดดีนั้นพูดอย่างไร ทำดีทำกันอย่างไร มิตรดีมีลักษณะอย่างไร สถานที่แบบไหนละเที่ป็นสถานที่ดีๆ เพราะว่า ด้วยความรู้ คงรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งทีขาดคือ การพิจารณาเห็นโทษภัย เมื่อเราทำในทางตรงข้าม ขาดความยั้งคิด ยั้งทำ หรือขาดความยับยั้งชั่งใจ ใคร่ควรให้ดีก่อน แล้วจึงทำลงไป   บางครั้งเราก็คิดแล้วแต่ยังไม่ดีพอ ต้องเรียนรู้พัฒนากันไป เพราะมนุษย์จะดีได้ก็ด้วยการพัฒนา เขาบอกว่าการคบคนเช่นไรย่อมเป็นเช่นนั้น ในมงคลสูตรยังเริ่มต้นว่า ไม่คบคนพาล แต่ควรมาคบหาบัณฑิต นี่แหละท่านให้ความสำคัญ อยากมีแฟนเป็นคนดีก็ต้องเริ่มที่เราก่อน แล้วความดีของเราจะมีแรงดึงดูดสิ่งดีเข้าหาตัวเราเอง จะเชื่อไม่เชื่อ ก็ต้องลองพิสูจน์ก่อน
     ความรักในโลกมีทั้งสมหวัง และผิดหวัง ในมุมมองแบบโลกเขามองกันว่าผู้สมหวังคือผู้มีชัยในรัก ส่วนผู้พ่ายแพ้คือผู้ผิดหวัง อกหัก จากรัก
     แต่ในทางธรรมกลับไม่ได้มองเช่นนั้น กลับมองว่าผู้เอาชนะรักได้คือผู้ไม่รักต่างหาก คือผู้เอาชนะความรักแบบโลกๆ รักที่เป็นแบบชายหนุ่มหญิงสาว ที่เจือด้วกามราคะ ที่โลกนั้นได้สร้างไว้เพื่อให้มนุษย์สืบพันธุ์ ซึ่งเป็นอะไรที่ชาญฉลาดมาก มนุษย์ต้องมาติดกับดัก หลงเหยื่อล่อกันแทบทุกราย เพราะว่าธรรมชาติเหมือนจะฝังชิพเช็ตว่าเด็กผู้หญิงโตขึ้นต้องชอบผู้ชายนะ เด็กผู้ชายโข้นต้องชอบผู้หญิงนะ แต่ก็มีบางครั้งอาจจะมีเซ็ตมาเพี้ยนบ้างก็มี และให้ค่าจ้างหรือเครื่องล่อของการสืบพันธุ์ ไม่งั้นมนุษย์ไม่สืบพันธุ์ดำรงพันธุ์เครือไว้ เพราะการมีลูกเลี้ยงลูกก็เป็นความยากลำบาก มนุษย์เมื่อฉลาดขึ้นก็มีวิธีที่จะหลีกเลี่ยงเพื่อจะเอาค่าจ้างอย่างเดียวแต่ไม่ทำงาน และกลายเป็นเรื่องสนุกสนานไป แต่ก็ดี ไม่งั้นคนคงแน่นโลก ยิ่งคนมากก็ยิ่งวุ่นวายมาก ดังนั้นสังคมจึงต้องมีวิธีจัดการ ควบคุมสิ่งเหล่านี้ ด้วยจารีตประเพณี เพราะความรักความใคร่เป็นสัณชาตญาณดิบหากไม่ถูกควบคุมให้ดีแล้วจะเป็นปัญหาสังคม ความรักแบบนี้อาจควบคุมได้แต่ทำให้หมดไปไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผู้ที่เอาชนะได้(ไม่ใช่พ่ายแพ้ทางโลกด้วยนะ) นั้นยากมาก เพื่อที่จะเอาชนะสัณชาตญาณที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ไม่ง่ายนะ แม้นักบวชที่ว่าแน่ๆก็ยังมาแพ้ตรงนี้ ผู้ชนะได้จะต้องอาศัยการพิจารณาความจริงอะไรหลายๆอย่างและด้วยความเที่ยงตรงตามความจริง ต้องมองเห็นโทษเห็นภัยด้วยปัญญาอย่างแท้จริงจึงจะตัดกามราคะตรงนี้อกไปได้ ก็จะเข้าถึงความสุขที่สูงขึ้นไปและ ละเอียดขึ้นไปอีก ตัดกามราคะได้แล้ว ละความโกรธได้แล้ว ละอีกสามข้อที่พระโสดาบันละได้แล้ว ก็เป็นพระอนาคามีไปแล้ว เหลือกิเลสอย่างละเอียดที่ยังเหลืออยู่หากละได้ก็จบแล้วพรหมจรรย์ กิจที่ควรทำก็ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้วอีก เหมือนหลวงตาบัวเมื่อธาตุขันธ์ยังดำรงอยู่ท่านก็สงเคราะห์โลกไป สั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาเต็มที่เต็มกำลังตามแต่กำลังบารมีของลูกศิษย์ลูกหาจะรับได้แล้วนำไปปฏิบัติตามกำลังของแต่ละบุคคลไป นี่เป็นความเมตตา กรุณาที่เป็นอีกชื่อหนึ่งของความรักอันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ที่จะแนะนำช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากทุกข์ ความเป็นอริยะไม่มีแจก จะเป็นได้ก็ด้วยแนวทางแห่งพุทธเท่านั้น เมื่อเดินถูกทาง คงไม่ช้านาน เป็นกำลังใจนะ สุข สมหวัง กันทุกคนขอบคุณที่อ่านจนจบ

Posted on 01/03/2011, in ความรัก and tagged . Bookmark the permalink. 1 ความเห็น.

  1. มานั่งอ่านดูอีกที เออเราก็เขียนผิดเยอะหลายที่เหมือนกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: