คงไม่ต่างกัน

      จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ที่กายรักษากาย เริ่มหายจากอาการบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุ แต่ยังมีการปวดที่บริเวณหัวเข่าเล็กน้อย น่าจะหายดีอีกในไม่ช้า และจะได้กลับมาเริ่มซ้อมวิ่งใหม่อีกที
      ทุกขเวทนาทางกายช่วงแรกแรงทีเดียว จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะลุก มีเวทนาคอยกำกับตลอด จะทำอะไรก็ลำบากไปหมด คล้ายๆว่าข้างซ้ายดูเหมือนจะเดี้ยงไปครึ่งซีก เดินเหมือนคนเส้นสายไม่ค่อยดี แต่ก็ยังดีที่เป็นข้างซ้ายไม่ได้เป็นด้านขวาด้านที่ถนัด ไม่งั้นคงทุลักทุเลมากไปกว่านี้
      วันที่เกิดเหตุเป็นวันเดียวกับซึนามิที่ญี่ปุ่น กลับมาเปิดดูภาพข่าวช่วง 2 ทุ่ม เห็นแล้วเขาหนักกว่าเราเยอะ เราแค่ผิวๆ เจ็บแค่กาย ปวดหัว คอเคล็ด เจ็บหัวไหล่ เจ็บแน่นในหน้าอกซ้ายเวลาหายใจเข้า หัวเข่าบวมช้ำ กับแสบแผลที่ถลอกนิดหน่อย ส่วนจิตใจเข้มแข็งดี นี่แหละความเจ็บปวดมันมีรสชาติอย่างนี้ ทำให้เข้าใจทุกข์ทางกายมากขึ้น มากกว่าทุกข์ที่ไม่ค่อยได้พิจารณาในชีวิตประจำวัน เรียกว่าครั้งนี้เป็นเวทนาที่แรง และเป็นโอกาสที่จะได้นำสิ่งเคยศึกษามาพิจารณากับร่างกายตัวเราเอง ไปพิจารณาความเจ็บคนอื่นไม่รู้หรอก เขาเจ็บก็รู้ว่าเขาเจ็บแต่ความรู้สึกเจ็บเป็นอย่างไรกได้รู้เองก็ตอนมาเจ็บเองช่วงนี้ นี่แหละสภาพธรรมอีกแบบ ซึ้งใจจริงๆ
      ทุกข์ทั้งหลายมันก็เพราะมีร่างกาย เกิดมาก็มาทุกข์เพราะร่างกายจริงๆหนอ เคยทุกข์แบบในชีวิตประจำวันมาจนชิน มีหิว มีปวดหนักปวดเบา อะไรเหล่านี้เป็นต้น ช่วงนี้ก็ลิ้มรสความเจ็บอีกสักหน่อย หากเมื่อแก่เข้าไปอีกคงได้ลิ้มรสความเสื่อมของร่ายกาย โรคภัยรุมเล้า และเมื่อทนพิษความเจ็บไม่ได้คงก็ตาย สังขารก็เพียงเท่านี้ แล้วควรมาตั้งคำถามว่าเราจะใช้สังขารนี้เพื่อทำประโยชน์อะไรทั้งต่อตนเองและผู้อื่น 
      พูดให้ลึกลงอีกหน่อย การมีขันธ์ 5 เป็นภาระ เป็นไปเพื่อทุกข์ หาเอาแน่นอนกับมันไม่ได้เลย มันต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีอะไรพอจะมายึดถือไว้ได้เลย สิ่งเหล่านี้จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ต้องมาเป็นทุกข์ คนทั่วไปก็คงมองว่า เกิดมาก็ต้องเป็นแบบนี้กันทุกคน เดี๋ยวก็แก่ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจ็บ ไม่นานเดี๋ยวก็ตาย หาความแน่นอนกับชีวิตไม่ได้เลย
      พูดจริงๆฉันก็ไม่ได้อยากแก่ ไม่อยากจะเจ็บ ไม่อยากให้วันตายของตัวเองมาถึงเร็วเกินไป เพราะฉันเองก็ยังมีอะไรที่ยังอยากทำให้เสร็จหรือทำให้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้ก่อน ถ้ายังไม่เสร็จฉันก็ต้องมาเกิดอีก เกิดมาเพื่อเข้าสู่วังวนเดิมๆอีก ไม่มีอะไรรับประกันในโลกหน้าด้วยสิ
      ทุกคนก็รู้ว่า ความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศกเศร้าพิไรรำพัน ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความคับข้องหมองใจมันทุกข์อย่างไร เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่น่ารักไม่น่าพอใจ ความพลัดพรากจากของรัก คนรัก ไม่อยากให้เขาจากเราไป มันทุกข์ทรมานจิตใจแค่ไหน เราก็รู้อยู่ว่าสิ่งเหล่านี้มันทุกข์  ทุกคนก็ต้องประสบพบเจอกันทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้าง เป็นธรรมดา ต้องมีเสื่อม มีสูญ มีดับไปเป็นธรรมดา แต่ใจลึกๆก็ยังไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดกับตนเอง คือ ไม่อยากที่จะแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย แล้วทำยังไง ระงับยับยังยั้งไง จึงจะไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ป่วย เลื่อนเวลาตายออกไปให้นานที่สุด ก็ยังกลัวตายอยู่ดีๆนี่เอง ต้องคอยมาดูแล คอยทะนุบำรุงผิวพรรณ ร่างกาย ไม่ให้มันสกปรก ไม่ให้มันเหี่ยว ไม่ให้มันโทรม หาอาหารดีๆ ยาดีๆ ราคาแพงๆ มาคอยบำรุ่ง สิ่งที่มันไม่เที่ยง พยายามจะให้มันเที่ยง อยู่กับเราไปนานๆ นี่คือสิ่งเราต้องการ ปรารถนากัน เวลาพระให้พร ก็รีบสาธุกัน เพราะชอบกันอย่างนั้น อายุ วรรณะ สุขะ พละ  แต่พอเวลาอายุมากจริงๆ ผิวพรรณมันจะงามไหม สุขภาพมันจะดีไหม แล้วมันจะมีกำลังวังชาเหมือนเดิมไหม เราไม่ค่อยได้พิจารณาร่างกายเรากันเท่าไหร่ ยิ่งขั้นปรมัตถธรรมแล้ว ยิ่งแล้วใหญ่ ร่างกายนี้ก็ของเรา นั่นก็สามี ภรรยาของเรา นั่นก็ลูกของเรา นั่นก็ของๆเรา เริ่มยึดไปทั่ว นี่แหละ ขันธ์ 5  มันก็ทุกข์เพราะอย่างนี้ เหมือนกับเราแบกของ แบกมากก็หนักมาก ไม่แบกเลยก็ไม่หนักเลย ฉะนั้นอะไรหนักๆก็ทิ้งบ้าง วางลงบ้าง ลดน้ำหนักลงบ้าง นั่นก็คือ อัตตา ทิฎฐิ มานะ ลดลงบ้าง แล้วเราจะมีความสุขง่ายขึ้น เป็นทุกข์ใจน้อยลง 
      แม้ผู้รู้จะบอกว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา เราเป็นเพียงผู้เข้ามาอาศัยกายนี้อยู่เพียงชั่วคราว กายนี้ก็สักแต่ว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม ถึงเวลาก็ต้องคืน แต่ด้วยเพราะ จิตที่สะสม บ่มเพาะอารมณ์ความรู้สึก นึกคิด ว่าสังขารร่างกายนี้เป็นของเรามายาวนาน แม้จะเคยเปลี่ยนที่อาศัย เกิดตายมาแล้วไม่รู้เท่าไร ก็ยังมายึดว่าเป็นของเราใหม่ไปอย่างนี้เรื่อยไป จะได้คิดพิจารณาตามท่านผู้รู้ที่ได้บอกไว้ก็เพียงแต่ในเวลาสั้นๆ มันจะไปละคลายได้อย่างไร ต้องหมั่นพิจารณาบ่อยๆ เสมอๆ ให้มันแนบแน่น จนละคลายความเห็นผิดว่ากายนี้ของเราไปในที่สุด
     ก็ในเมื่อทุกคนเกิดมาก็ย่อมมีทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ไม่ต่างกัน หนีไม่พ้น กายนี้เป็นไปเพื่อทุกข์ ก็ต้องต่อสู้ดิ้นลนต่างๆนาๆ ก็เพื่อกายนี้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางหู ทางตา ทางลิ้น ทางจมูก ทางกาย เพื่อบำรุงอายตนะเหล่านี้ นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานแล้วก็พัฒนาการบำรุงบำเรอกายนี้ไปตามลำดับขั้นอย่างที่มัสโลว์กล่าวไว้ จากปัจจัย 4 ถัดไปก็เป็นความปลอดภัย > การยอมรับทางสังคม > การได้รับความเคารพนับถือ > การที่ได้ใช้ชีวิตตามใจปรารถนา 
พูดง่ายๆก็คือรักสุขเกลียดทุกข์ อยากจะหาความสุขใส่ตัวมาก ก็เพื่อตัว ก็เพื่อขันธ์ 5  ก็เพื่อของที่หาเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย หากได้พิจารณาสิ่งต่างเหล่านี้บ่อยๆ เราจะมานึกขำความโง่ของตัวเอง เราทำสิ่งที่ไม่แก่นสารไม่มีสาระ ทำสิ่งที่เฝือมาก็มากมาย สุดท้ายมันว่างเปล่า มันก็แค่นั้นเอง โดยเฉพาะไอ้ที่ไม่เกิดประโยชน์ หรือประโยชน์น้อย แต่ลงทุน ลงแรงมาก แต่เพื่อความสุขกาย สุขใจชั่วขณะก็ยอม สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นในจิตใจของฉันเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่อยากบอกว่าเกี่ยวกับอะไรเพราะอาจจะแทงใจใครหลายคน เพราะคนหลายคนก็ยังมีความยินดีพอใจกับสิ่งเหล่านี้อยู่  ความรู้สึกแบบว่ามันว่างเปล่า มันโหวงเหวงังไงบอกไม่ถูก ได้อะไร เพื่ออะไร สุขจริงไหม กับอาหารหูอาหารตาเพียงชั่วขณะ เห็นคนอื่นชอบแล้วฉันชอบจริงหรอ หลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า คุยกับใจตัวเอง ถามใจตัวเอง อยากให้เห็นแบบนี้อีกหลายอย่างจัง ตราบใดยังไม่เห็นโทษเห็นภัยไม่เข้าใจว่าก็แค่นั้น ก็คงหลงต่อไป แล้วถ้าต่อไปเราต้องมาข้องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อีกเราจะวางใจเรายังไง แค่นั้นเองใช่ไหม เพียงสักก็แต่ว่า เช่นนั้นเอง อย่างนี้หรือเปล่า หรือต้องใช้ปัญญาระดับไหนมาวางใจไว้เป็น หรือว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นไปเอง ตามระดับกำลังสติปัญญาที่เจริญขึ้น เช่น บางอย่างไปก็ดีไม่ไปก็ได้ บางอย่างเห็นก็ดีไม่ต้องเห็นก็ได้ บางอย่างดูก็ดีไม่ดูก็ได้ บางอย่างฟังก็ดีไม่ฟังก็ได้ บางอย่างกินก็ดีไม่ต้องกินก็ได้ เพราะบางทีมันแค่นั่นเองแหละ กับของแค่นั้นบางที ความคิดเปลี่ยนไปก็ได้ไม่ไปก็ดีกะไอ้ของแค่นี้ เห็นก็ได้ไม่เห็นก็ดีกะไอ้ของแค่นี้ จะดูจะฟังก็ได้ไม่ดูไม่ฟังก็ดีกะไอ้เรื่องพันนี้  เป็นต้น ไอ้ที่ทำให้กิเลสฟู เกิดความยินดีพอใจ สมใจกิเลส ห่างๆเอาไว้ก็น่าจะดี มาดูใจตัวเองสิว่าขณะจิตหนึ่งเป็นกุศลหรืออกุศล ดูทันไหมว่าเถอะ อันแน่ โลภะนะนี่ อ๊ะ นี่โทสะ เอ้าๆโมหะอีกแล้ว อันนี้ไม่ค่อยรู้ แต่เรื่องคนอื่นสนใจนัก เป็นกันทุกคนไม่ว่ากัน มาสนใจสติปัฏฐานดีกว่าแล้วจะได้ลดการสนใจเรื่องชาวบ้านน้อยลง (โดยเฉพาะเรื่องดารา55) ดาราทุกคนเหมือนกะเรานั่นแหละ น่าที่ของเขาทำให้เราหลงหนักมากกว่าเก่า ระวังนะดูเพื่อความบันเทิงบ้างได้แต่อย่าหลงไหลได้ปลื้มมากนัก มาสนใจเรื่องจริง ของจริงอันประเสริฐดีกว่า เล่นจริง ทุกข์จริง พ้นทุกข์ได้จริง มาค้นหาว่าสาเหตุเพราะอะไรกันแน่ เพราะกายนี้ใช่ไหม ขันธ์ 5 นี้ใช่ไหม หรือมันมีรากเง้ามาจากอะไรอีก ความยินดีพอใจหรือเปล่า หรืออะไรกันแน่ เราพ้นทุกข์ได้จริงไหม ด้วยวิธียังไง ค้นหาคำตอบสิ ลองเข้ามาพิสูจน์ดูสิพระพุทธเจ้าตรัสเป็นคำสอนไว้จริงแท้แค่ไหน จะน่าเสียดายแค่ไหนที่เรียนพุทธศาสนาแล้วไม่นำไปใช้ ไม่ได้พิสูจน์ไม่นำไปสร้างสะสมเป็นบารมี เป็นกุศลจิตสมกับที่ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา 
      แม้คนเราจะเกิดมาต่างกันก็จริง แต่ทุกคนก็รักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเกิดมาแล้วก็หิวก็หา เดี๋ยวก็เจ็บ เดี๋ยวแก่ เดี๋ยวก็พลัดพรากจากของรักของชอบใจ เดี๋ยวก็พบเจอสิ่งที่ไม่น่าประสบพบเจอ เดี๋ยวก็ต้องตาย เกิดเป็นมนุษย์ก็ควรเห็นเพื่อนมนุษย์เป็นเพื่อนร่วมเกิด ร่วมแก่ เจ็บ ตาย เพื่อนก็คือมิตร มิตรก็มาจาก คำว่า เมตตา โลกจะอยู่ได้เพราะเมตตา เมตตาเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดความกรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเพื่อนผู้ประสบทุกข์ได้ยาก อยากเห็นเขาพ้นทุกข์ เมื่อเพื่อนพ้นทุก์มีสุขเราก็พลอยยินดี พอใจ ชื่นชมไปกับเขา และรู้จักวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงเพราะรักเพราะเกลียด เพราะหลง เพราะกลัว ไม่เสียใจยามคนที่ตนรักต้องถึงความวิติ ไม่ดีใจเมื่อเห็นคนที่เราไม่ชอบวิบัติ (แต่โดยมากสะใจสังเกตตัวเองนะที่ว่ามันจริงไหม) และไม่ใช่วางเฉยแบบไม่แยแสไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งๆที่พอจะสามารถช่วยเหลือได้ ถ้าพอดูใจตัวเองออกก็น่าจะพอรู้ว่าการวางอุเบกขาของเราใจเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต การวางอุเบกขาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันนะต้องฝึกฝนอบรมจิตมากพอสมควร สนใจลองศึกษาอุเบกขา 10 ให้ละเอียดถ่องแท้อีกทีหนึ่งแล้วกัน
      ความไม่ต่างบนความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำให้เราลดมานะ(ไม่ใช่ความขยันอดทนเด้อ)ของเราลง เมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็ทำให้เรากลับมาพิจารณาตนเองมากขึ้น ธรรมะไม่ได้อยู่ในที่อื่นไกล ที่จะต้องออกไปค้นหาให้ยุ่งยาก กายกับใจของเราเป็นที่ศึกษาได้ดีที่สุด เห็นไตรลักษณ์ในกาย ในใจเป็นสติปัฏฐานรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอๆ แต่ประเดนสำคัญคือ เรามักเผลอเสมอๆ มากกว่า 
      สรุปว่ายังไงดี ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อฝึกการมองเห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริงบางอย่างเห็นง่ายเข้าใจง่ายก็เพราะมันหยาบ เป็นรูปธรรม แต่เมื่อเป็นนามธรรมที่เกิดดับเร็วมากมีความละเอียด รู้ได้โดยยาก เห็นอารมณ์เกิดดับไม่ทัน บางครั้งก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัวปล่อยกายปล่อยใจไหลไปตามอารมณ์ มารู้ตัวอีกทีก็สายเสียแล้ว สติจึงมีความสำคัญ ถ้าผมจะเปรียบสติเหมือนกรรมการตัดสินในสนามกีฬา(น่าจะพอได้นะ)กีฬาบางกีฬามองง่ายตัดสินง่ายก็ใช้กรรมการไม่เยอะ ถ้าเป็นกีฬาที่เร็ว มองว่องไวต้องใช้กรรมการหลายคนช่วยกันสังเกต แล้วก็ใช้ปัญญา กติกา ที่เรียนมา ศึกษามา ว่ากันไป เห็นถูกผิดอย่างไรว่าตามนั้น กรรมการน้อยก็ตามเกมไม่ทันตัดสินผิดๆถูกๆ เช่นเดียวกันกับสติของเราใช้มากบ้างน้อยบ้างตามงานที่ทำ มีสติแต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูกหรือผิดอันนี้ก็ไม่ไหว สติจึงต้องกำกับด้วยปัญญา รู้สึกตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่และก็ทำถูกต้อง ตามหลักอภิธรรม สติจัดเป็นโสภณเจตสิก(ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ = อุเบกขา)จะไม่เกิดพร้อมอกุศลจิต แต่จะเกิดพร้อมกับกุศลจิตเท่านั้น ฉะนั้นทุกวันล้วนแล้วแต่เป็นการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทำงาน หรือว่าจะทำอะไรก็ตามนั่นคือการเจริญสตินั่นเอง คือ ทำให้มากๆให้บ่อยๆ ว่างๆก็รู้ว่าว่าง คิดก็รู้คิดอะไร ระลึกรู้สิ่งที่ปรากฏทางอายตนะ 6 แล้วจิตเป็นกุศลหรืออกุศล ก็รู้สภาพธรรมไปตามนั้น 
ระวังเผลอสติแป๊บเดียวอาจต้องเจ็บตัวเหมือนผม ถ้าไม่เพียงแค่เจ็บตัวละ ความตายอาจรอโอกาสให้ผลอยู่ก็ได้ เมื่อประมาทแค่แว๊บเดียวได้เรื่องแม้สติจะกลับมาก็ไม่ทันแล้ว หัวกระแทกพื้นแรงมาก ในใจตอนนั้นคิดว่าหัวแตกแน่นอนไม่ได้สนใจส่วนอื่นเลย เอ๊ะเลือดไม่ไหลมาซะที จับแล้วจับอีก ไม่แตกแต่โน ส่วนอื่นก็ยังชาอยู่ ขอบคุณคนไทยที่มีน้ำใจบนท้องถนนเสมอ ประสบปัญหาบนท้องถนนยามใด มีคนเข้ามาถามไถ่และให้การช่วยเหลือเสมอ ส่วนตัวผมเองก็จะทำอย่างนั้นเช่นกัน เท่าที่พอช่วยได้ เพราะเราคือเพื่อนมนุษย์

Posted on 01/04/2011, in ธรรมะ and tagged . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: