สไตรค์และทำลายโรงงานนี้เสียด้วยปัญญา

      สมุทัยผลิตทุกข์ได้มากน้อยเท่าไร ก็มีจิตเป็นผู้รับผลและยึดทุกข์ไว้แต่ผู้เดียว ฉะนั้น จิตจึงตกเป็นทาสแห่งความทุกข์และเป็นทาสแห่งตัณหา และจิตก็ต้องรับปัญหาความหนักหน่วงแบกหามอยู่ตลอดเวลา แต่จิตก็ต้องยอมรับความทุกข์นี้ ไม่มีการปล่อยวาง ถึงมีปัญญาพยายามเต็มที่ที่จะให้จิตได้รู้ทุกข์ รู้โทษที่เกิดจากทุกข์ และรู้ภัยที่มีในทุกข์ จิตก็จะไม่รู้เหตุแห่งทุกข์แต่อย่างใด จิตเคยได้แบกหามทุกข์มาด้วยวิธีใดก็พร้อมที่จะทำตามหน้าที่เก่านี้ต่อไป นี้ก็เพราะอาศัยความเคยชินและอยู่ในความทุกข์นี้มาแต่กาลไหนๆ และจะพอใจรับผลงานแห่งความทุกข์นี้ต่อไปในชาติอนาคต ไม่รู้ว่าจิตจะสำนึกตัวได้ในเวลาไหน
      ถึงอย่างไรก็ตาม ปัญญาที่เคยเป็นพี่เลี้ยงของจิตก็ต้องพยายามเต็มที่ มีอุบายใดที่จะทำให้จิตเกิดความสำนึกตัวและรู้เห็นจริงตามเหตุที่เกิด ปัญญาก็ต้องหาจุดสำคัญที่เป็นเหตุให้ทุกข์เกิดมาเตือนจิตอยู่เสมอ ปัญญาต้องพรรณนาโทษภัยแห่งความทุกข์ให้จิตได้รู้เห็นพร้อมทั้งเหตุให้เกิดทุกข์คือความอยาก มาวิจัยวิเคราะห์ให้จิตได้รู้เห็นโดยละเอียด เพื่อให้จิตได้ปล่อยวางภาระอันหนักที่จิตกำลังแบกหามอยู่นั้นให้เบาบางลง
      เมื่อจิตได้รับความเบาบางในการแบกหาม ก็จิตนั้นแลจะพยายามปล่อยวางในภาระต่างๆนั้นไปเอง เมื่อจิตได้รับความสุขในการปล่อยวางมากขึ้นเท่าไร จิตก็เกิดความสำนึกตัวได้ว่า การแบกหามภาระแห่งทุกข์นี้มิใช่ทาง เมื่อจิตปล่อยวางได้แล้ว จิตย่อมมีความสุข เพราะธรรมดาจิตเดิมย่อมต้องการในความสุขอยู่แล้ว เมื่อจิตได้รับความสุขแล้ว ความทุกข์ทั้งหมดที่เคยแบกเป็นภาระมา ก็จิตนั้นแลจะสละความทุกข์ทิ้งเสียเอง แม้โรงงานที่เป็นบริษัทใหญ่คือตัวสมุทัยที่มาตั้งไว้ที่จิตก็จะปิดโรงงานบริษัทสมุทัยจำกัดทิ้งทันทีและไม่รับโรงงานนี้เข้ามาตั้งอยู่ที่จิตอีกตลอดไป และจิตย่อมปฏิเสธยื่นคำขาดทันที จิตก็จะรู้เห็นอย่างชัดเจนว่า โรงงานนี้เป็นโรงงานผลิตทุกข์เป็นโรงงานประจำโลก
      แม้วัตถุดิบก็เอามาจากโลก มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เมื่อผลิตออกมาแล้ว ผลจึงเกิดขึ้น เรียกว่าธรรมามณ์ ธรรมารมณ์ขนานเดียวนี้มีฤทธิ์ครอบจักรวาล จะไปใช้ในทางไหนย่อมได้ผลในทางนั้นอย่างเต็มที่ จะน้อมไปทางราคะ จะน้อมไปทางโลภะ จะน้อมไปทางโทสะ จะน้อมไปทางโมหะ หรือจะน้อมไปทางไหนก็ไม่เสียผล จะน้อมไปในทางกามวิตก คือตรึกในกามอยู่บ่อยๆ ก็ธรรมารม์นี้ พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก นี้ก็เพราะธรรมารมณ์นี้เป็นเหตุ เรื่องกิเลส ตัณหา อวิชชา ก็มาอาศัยธรรมรมณ์นี้ทั้งนั้น

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

Posted on 03/05/2011, in ทวนกระแสโลกพบกระแสธรรม and tagged , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: