การเมืองไทยต่อไปจะเป็นอย่างไร?

    กินจนจะไม่เหลือความเป็นใบ

          ก่อนที่จะพูดเรื่องการเมืองมาพูดเรื่องรูปข้างบนนี้ก่อน รูปนี้เป็นรูปที่ถ่ายเก็บไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว ดูพวกมันสิพยามเกาะใบไว้อย่างแน่นเหนียวไม่ยอมให้ตัวพวกมันหล่นลงพื้น ในช่วงที่ลมพัดแรงอย่างต่อเนื่อง คงอร่อยนะพวกแกนิ ใบนี้เป็นใบผักสาบที่แม่ปลูกไว้ข้างครัว เพียงแค่เดินสามถึงสี่ก้าวก็สามารถเก็บยอดเก็บดอกมาต้มจิ้มน้ำพริกได้แล้ว ผัดน้ำมันหอยก็อร่อยนะ ไอ้หนอนพวกนี้ดูท่าทางมันก็คงอร่อยเหมือนกัน ดีแต่พวกแกมีกันแค่นี้ ไม่งั้นฉันคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว X

          ใกล้ถึงวันเลือกตั้งแล้ว ไม่ว่าสื่ออะไรไหนๆก็มีแต่ข่าวหาเสียงคนนั้นคนนี้พรรคนั้นพรรคนี้ สื่อต่างๆมันวิ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง เป็นอะไรที่น่าเบื่อสุดๆ ไปทางไหนก็เจอ ถึงแม้ผมจะไปเลือกตั้งยังไงก็คงไม่ช่วยให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงจากวังวนอะไรเก่าๆที่เป็นๆอยู่ไปได้ไม่มากนัก แต่เมื่อมีการเลือกตั้งทุกครั้งก็ไปเลือกทุกครั้ง เมื่อช่วงหาเสียงเลือกตั้งครั้งก่อนก็ได้มีโอกาสรับจ๊อบขับรถรณรงค์ให้คนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอยู่สองวัน(พ่อเป็น กกต.) ทำให้รู้ว่าในอำเภอเมืองนี้ เรายังมีหลายหมู่บ้านหลายตำบลที่ยังไม่เคยเข้าไม่เคยผ่านเข้าไป ก็ทำให้ได้เห็นบ้านเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ที่หลากหลาย ดูไร่ ดูนา ดูต้นไม้ในท้องไร่ท้องนาเหลือสักกี่มากน้อย เป็นการทัวร์ที่ได้เปิดหูเปิดตาดีไปอีกแบบเหมือนกัน

          โดยส่วนตัวคิดว่าประชาธิปไตยมันก็ไม่ใช่ระบบการเมืองการปกครองที่ดีเลิศเลออะไร มันก็ยังมีข้อเสียข้อด้อยอยู่ ตราบเท่าที่คนในสังคมยังขาดศีลธรรม คุณธรรม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองในระดับประเทศตลอดจนถึงนักการเมืองระดับท้องถิ่น จะหาคนที่จะเข้าไปทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมเพื่อสังคมอย่างแท้จริงอย่างเดียว 100% นั้นไม่มีแน่นอน มันจะต้องมีกิเลสหลายอย่างเข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย เพราะคงไม่มีนักการเมืองคนไหนจะเข้าไปด้วยจิตอาสาที่บริสุทธิ์ไม่หวังสิ่งตอบแทน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แล้วทำงานด้วยจิตว่าง คงยากที่จะมี

          เรื่องการเมืองหลายคนคงไม่อยากจะพูดถึง เพราะมันเน่า มันมีปมสลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน จนไม่รู้อะไรเป็นอะไร อันไหนจริงอันไหนไม่จริงมั่วไปหมด ฉันดีแกเลว แกผิดฉันถูก อำนาจ เงินตรา คำยกย่อง สรรเสริญ มันช่างหอมล่อใจหลายคน สิ่งที่ผิดก็ถูกได้ สิ่งที่ไม่ควรยอมก็ยอมได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ ดีเกินไป ตรงเกินไป ขัดผลประโยชน์กัน ชีวิตการเมืองก็ไปไม่สวย คนดีปนกับคนแย่ คนแย่ปนกันคนดี รวมๆกันแล้ว มันจะมีรัฐบาลไหนดีสัก80% บ้าง ถ้ารัฐบาลไหนดีเกิน70% ก็น่าจะสุดยอดแล้ว เรื่องผลประโยชน์นายทุนกับนักการเมือง พอจะหากินตรงไหนได้ นักการเมืองทำ เงินใต้โต๊ะโครงการ เงินงบประมาณนี่หวานมาก กินเป็นชั้นๆกินเป็นทอดๆ แต่ก็ไม่ใช่พูดเหมารวมว่าทุกคนจะเป็นแบบนี้ แต่น้อยคนที่จะไม่รับ ทำงานรับฉพาะเงินเดือนคงมีน้อย แค่แต่นักการเมืองท้องถิ่น นายก อบต.  ที่ได้รับรู้มาไม่รู้จะพูดอย่างไร ความมีหน้ามีตาในสังคม กับสิ่งที่เขาเรียกรับอะไรต่างๆอยู่หลังฉาก มันเน่ามากๆเริ่มตั้งแต่ในระดับท้องถิ่นแล้ว แม้แต่เลือกตั้ง อบต. เลือกผู้ใหญ่บ้านก็ทำให้คนในหมู่บ้านแบ่งพวกแบ่งฝ่ายเลย หลายครั้งที่เห็นนักการเมืองตัวเป็นๆทำความรู้สึกไม่ถูก เพราะไม่รู้เลยว่าผิวนอกแบบนี้เนื้อในเป็นไง จะให้มองแต่ส่วนดีไม่มองส่วนชั่วได้ไงสำหรับพวกนักการเมือง แต่เราก็มองเห็นแต่ส่วนดีส่วนที่เป็นผักชีโรยหน้า ส่วนความเลวชั่วช้าไม่ได้รู้ไม่ได้เห็น ถึงแม้จะรู้เห็นก็ต้องปิดปากเงียบ ทำอะไรไม่ได้ด้วยความเป็นผู้น้อยด้อยบารมี ปล่อยให้เป็นเรื่องปกติธรรมดาไป เฮ้อ เห็นเดินยืดอกมีหน้ามีตาใครจะรู้บ้างหนา ว่าคุณค่าในหน้าทีเขามันหมองแค่ไหน จะกล้าบอกลูกบอกหลานของเขาอย่างภาคภูมิใจได้ไหมว่า ได้เคยทำงานการเมืองอย่างซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม

          3 ก.ค. 54 ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง อย่าเลือกเพราะตามกระแส แต่ให้เลือกคนที่คิดว่าจะเข้าไปตั้งใจทำหน้าที่แทนเราได้อย่างแท้จริง แม้จะผิดหวังบ้าง แต่เราก็ถือว่าเราได้ใช้สิทธ์ของเราแล้ว ดูสิคนที่เสียงส่วนใหญ่เขาเลือกกันมาได้ทำตามที่เขาพูดบอก สัญญาไว้หรือเปล่า กิจการงานเพื่อสังคมทำมากน้อยแค่ไหน เพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จงอย่าลืมว่าเสียงข้างมากไม่จำเป็นว่าจะดีหรือจะถูกต้องเสมอไป ขอให้เราใช้การพินิจพิจารณาด้วยสติปัญญาของเราดีๆ มันยังพอมีบ้างไหมคนและพรรคที่มันถูกธรรมชักนำพาประเทศไปถูกทาง

แบ่งสีแบ่งพวกแบ่งฝ่าย ประชาธิปไตยแบบนี้มีแต่จะยิ่งสร้างความแตกแยก
ความคิดความเห็นที่แตกต่างมันไม่ใช่ต้นตอของปัญหา
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าทิฏฐิมานะคนทุกวันนี้มันหนาแน่น
พูดง่ายๆก็คือ คนทุกวันนี้กิเลสในใจมันเยอะ ปัญหามันก็มากเป็นธรรมดา
ตราบใดที่ศีลธรรมไม่กลับมาโลกกาก็คงจะวินาศ จริงอย่างท่านพุทธทาสว่าไว้

เฮ้อ…    ต้องทำใจกับวิบากกรรมที่ทำให้ได้มาเกิดในยุคนี้
วัตถุเจริญแต่ ศีลธรรม ปัญญาของคนโดยรวมมันเจริญตามไม่ทัน
เมื่อปัญญาเจริญไม่ทันก็เลยไม่รู้เท่าทัน ได้แต่วิ่งตามกระแสโลก
ยิ่งวิ่งก็ยิ่งเหนื่อย เหนื่อยแต่ก็ต้องวิ่ง เหมือนหนูวิ่งอยู่ในวงล้อ ยังไงอย่างงั้นเลย

Posted on 21/06/2011, in เรื่องทั่วไป and tagged . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: