มิตรในเรือนและเพื่อนในบ้าน

                อยู่คนเดียว ให้ระวังความคิด อยู่กับมิตร ให้ระวังวาจา… สุภาษิตนี้ยังใช้ได้ไม่ล้าสมัย เป็นเครื่องเตือนสติเตือนใจมิให้เราดำเนินชีวิตผิดพลาด คนที่คิดฆ่าตัวตาย มักจะคิดเมื่ออยู่คนเดียว หากไม่มีใครให้สติหรือช่วยไว้ทัน คนๆ นั้นก็คงจบชีวิตในโลกนี้ไปอย่างน่าเสียดาย แล้วคงต้องทุกข์ทนวนเวียนอยู่ในทุกขคติภพหรืออบายภูมิไม่รู้นานเท่าไรกว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก
                คนที่ชอบพูดว่าตัวเองดีกว่าใคร หรือสิ่งที่ตัวเองเกี่ยวข้องด้วยดีกว่าใครให้คู่สนทนาฟังบ่อยๆ ก็คือคนที่ปิดประตูอย่างแน่นหนาแล้วจากความเห็นใจของคนอื่น หรือคนที่ชอบพูดตำหนิ โต้แย้งและประชดคู่สนทนาเป็นประจำ ก็ได้ชื่อสร้างกำแพงกั้นความรู้สึกที่ดีจากคนอื่นแล้วเช่นกัน คนที่ไม่ระวังวาจาในการสนทนาจนเป็นนิสัย มักจะได้รับผลร้ายคือถูกสังคนทอดทิ้ง บางทีก็ต้องอยู่คนเดียวและบางทีก็มองสังคมในแง่ร้าย มีอคติกับคนทั่วไปจนกลายเป็นโรคประสาทไปก็มี

                อกุศลกรรมบท ๑๐ หรือ กรรมชั่วอันเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อมและความทุกข์ที่กล่าวไว้ในพระพุทธศาสนานั้น ได้กล่าวถึงความไม่ดีของการใช้วาจาถึง ๔ ข้อคือ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบและพูดเพ้อเจ้อ ซึ่งใครก็ตามที่ใช้วาจาเหล่านี้ ย่อมไม่พบความเจริญในชีวิต

            มิตรห่างไกลยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ามิตรชิดใกล้อย่างคนในบ้านเรือนเดียวกันแล้ว จะพูดจะจากันต้องยิ่งระมัดระวังมากขึ้น เมื่อสามีภรรยาไม่ยอมพูดกัน พ่อแม่ลูกไม่ยอมพูดกัน หรือญาติกันไม่ยอมพูดกัน พอนานเข้าก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ สาเหตุก็มาจากต่างคนต่างพูดไม่ถูกหูไม่ถูกใจ พูดไม่ถูกกาลเทศะนั่นแหละเป็นส่วนมาก

                หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ

                “…พระพุทธเจ้าท่านได้สอนให้คนมองกันในแง่ดี ไม่ได้สอนห้คนมองกันในแง่ร้าย ให้คนมองกันในแง่ของความจริงนี้ว่า ชีวิตนี้เป็นความทุกข์…”

                ดีกว่าไหมถ้าเราจะมองเห็นความทุกข์ของคนอื่นแทนที่จะมองเห็นความไม่ดีของเขา เราลองมองให้เห็นว่าคนอื่นก็ทุกข์เหมือนกับที่เราทุกข์หรือบางทีอาจจะทุกข์มากกว่าเราด้วยซ้ำ เมื่อเห็นแล้วแทนที่จะเหยียบย่ำซ้ำเติมด้วยความสะใจ ลองเปลี่ยนความรู้สึกข้างในเป็นความเมตตาสงสารดูบ้าง ในฐานะที่เขาก็เกิดมาเป็นญาติเรา มารู้จักมักคุ้นกับเรา มาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่วุ่นวายที่โหดร้ายเต็มไปด้วยภัยต่างๆมากมายเหมือนกันกับที่เราอยู่ ลองเปลี่ยนวิธีปฏิบัติต่อกันใหม่ เปลี่ยนวิธีการพูดกันใหม่ ยกย่องให้เกียรติเขา เห็นอกเห็นใจในความทุกข์ของเขา ช่วยเหลือเกื้อกูลเขาเท่าที่เราพอช่วยได้ และให้อภัยเขาแทนที่จะปฏิบัติต่อเขาในทางตรงข้ามเหมือนดังที่แล้วๆมา

                 ท่านพ่อลี ธัมมธโร

                “…คนเรามีทั้งส่วนดีและส่วนชั่ว คนที่ชั่วก็มีดีอยูบ้าง มิได้ชั่วไปเสียทั้งหมด ต้องมองดูเขาในแง่ดีบ้าง เหมือนลูกไม้บนต้น ย่อมมีผลไม่เสมอกัน จงทำตัวของเราให้ดีที่สุด แล้วอย่างอื่นก็จะดีไปตามเรา…”

                มีเพื่อนบ้านดีเหมือนมีรั้วล้อมรั้วบ้านอีกชั้น มีเพื่อนบ้านไม่ดีเหมือนมีงูอยู่ข้างที่นอน คำกล่าวนี้ค่อนข้างน่ากลัวแต่ก็เป็นความจริงเพื่อนบ้านคือเพื่อนนอกบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด ถ้าเป็นเพื่อนที่ดีเขาก็ช่วยเป็นหูเป็นตา ช่วยป้องกันไม่ให้เรื่องร้ายๆเกิดขึ้นแก่บ้านเรา เช่น ช่วยป้องกันขโมยเข้าบ้านเรา เป็นต้น แต่ในทางตรงข้าม ถ้ามีคนข้างบ้านที่ไม่เป็นมิตร เราก็คงจะหวาดระแวงว่าเขาจะกลั่นแกล้ง ว่าร้ายเราอีกเมื่อไหร่

                ฉะนั้น การสร้างมิตรภาพในบรรดาเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะการอยู่ร่วมกันในสังคมจะต้องมีการช่วยเหลือเกื้อกูล พึ่งพิงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน เหมือนกับป่าไม้มีต้นไม้หลากหลายชนิดที่แตกต่างกันไป มีต้นไม้เล็กบ้างใหญ่บ้าง อยู่ร่วมกันในผืนป่าอย่างพึ่งพาอาศัยกัน ก็ทำให้ป่านั้นเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่ร่มรื่นน่าอยู่สำหรับหมู่สรรพสัตว์ หากเราสามารถสร้างไมตรีจิตให้เกิดขึ้นที่ใจของเราได้ แก่สังคมของเราได้ สังคมนั้นก็จะเป็นสังคมที่น่าอยู่เหมือนกันกับป่าที่อุดมสมบูรณ์ฉันนั้น

                 หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

                “…การให้บริจาคทานอย่างนี้ ย่อมจะเห็นผลในปัจจุบันคือ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจซึ่งกันและกันไว้ได้ ไม่ให้แตกร้าวความสามัคคีกัน ในระหว่างลูกกับบิดามารดา ในระหว่างผัวเมีย ในระหว่างญาติพี่น้องด้วยกัน ในระหว่างคนที่เกิดร่วมชาติเดียวกัน

                เมื่อมีการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันอย่างนี้แล้ว ย่อมทำให้มองเห็นคุณของกันและกัน จะไม่มีการเบียดเบียนกัน เป็นความสุขสถาพรยิ่งขึ้นไปของชีวิต…”

                ในพระพุทธศาสนา มีธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจบุคคลไว้ให้เป็นมิตรไมตรี เรียกว่า สังคหวัตถุ ๔ ธรรมทั้งสี่ประการนี้สามารถนำมาใช้ปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี

๑)      ทาน คือ การให้ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน เวลาไปเยี่ยมเยียนบ้านไหน ก็ควรซื้ออาหารหรือของฝากเล็กๆ น้อยๆ ติดมือไปฝากคนบ้านนั้นเป็นประจำด้วย

๒)    ปิยวาจา คือ กล่าวคำไพเราะ ให้เกิดความรักใคร่นับถือ เรียกคนข้างบ้านด้วยถ้อยคำยกย่องเหมือนญาติของเราเอง เช่น คุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณพี่

๓)     อัตถจริยา คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการทั้งแรงงานและความรู้อย่างวันไหนว่างก็อาสาไปช่วยตัดหญ้า ตัดกิ่งไม้ให้เพื่อนบ้านบ้าง ไปสอนการบ้านให้ลูกของเขาบ้าง ด้วยความเต็มใจ

๔)     สมานัตตา คือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย วางตนให้เหมาะสมแก่เพื่อนบ้านไม่ถือตัว ไม่ยกตนข่ม ไม่เอาเปรียบ ร่วมสุขร่วมทุกข์ร่วมแก้ไขปัญหา และหมั่นยกมือไหว้เพื่อนบ้านที่อาวุโสกว่าหรือมียศถาหน้าที่สูงในอาชีพของเขาด้วยความนับถือ

หากผู้ใดที่ปฏิบัติธรรมนี้ได้ครบทั้งสี่ประการอย่างสม่ำเสมอแล้ว ย่อมเป็นที่รักใคร่ของผู้คนที่ได้มารู้จัก ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ด้วยมิตรไมตรีนี้มาเกื้อกูลนั่นเอง

                 หลวงปู่ขาว อนาลโย

                “…ผู้ทำคุณงามความดี มีศีล ศีลที่บริสุทธิ์แล้วย่อมเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์ จิตที่ดี จิตที่ไม่อิจฉาริษยาพยาบาทเบียดเบียน เป็นดวงจิตที่สมบูรณ์ผุดผ่อง ทำให้คนบริสุทธิ์ ทำให้คนมีศีลมีโภคทรัพย์…”

จากหนังสือ ธรรมะจากพระอริยะ

Posted on 24/06/2011, in ธรรมะ and tagged . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: