สุกี้ทั้งเดือน

          เดือนนี้ทำสุกี้กินเองตลอดทั้งเดือน น่าจะมากเกินกว่า 15 มื้อเห็นจะได้ หมดน้ำจิ้มสุกี้ไป 3 ขวด ทำไปได้ยังไง ไม่รู้เบื่อบ้างเลยเนาะ น้ำจิ้มสุกี้รู้สึกว่าจะแพงไป ต่อไปเปลี่ยนมากินแจ่วฮ้อนดีกว่า แค่น้ำปลาใส่พริกผงปรุงรสนิดหน่อยก็อร่อยแล้ว เปลี่ยนเมนูผักอีกนิดหน่อย ก็กลายมาเป็นเมนูสุดโปรดแล้ว แจ่วฮ้อนเป็นเมนูที่ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้ามีแจ่วฮ้อนจะกินข้าวหมดหลายจานมาก ดูเป็นไอ้ตะกะกินทันที

          เมื่อเดือนนี้กินสุกี้บ่อยขนาดนี้ สุกี้จึงกลายเป็นเมนูใส่บาตรพระในยามเช้าไปด้วย เดือนนี้ใส่บาตรด้วยสุกี้น่าจะ 3-4 ครั้งนะ จำไม่ได้ ทั้งที่เดือนนี้ใส่บาตรน้อยครั้งมาก ได้ 9 วัน แต่ก็เอาละ พอใจๆ

          วันนี้ทำสุกี้สำหรับใส่บาตร 2 ชุด รีบมาก โป๊กป๊ากๆ เสร็จใส่ถุง ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าว ทั้งๆที่ฝนตกเมื่อคืนแท้ๆ นี้เองการทำบุญด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ ตักเสร็จอะไรเสร็จไม่ได้ล้างมือ เช็ดเหงื่ออะไรเลย เพราะกลัวไม่ทันพระ

          ต่อจากนั้นเราก็มาสุกี้ของเราต่ออีกมื้อ เฮ้อ! อีกแล้ว ความรู้สึกบอกอย่างงั้น แต่กินทีไรก็อร่อยทุกที อร่อยเพราะเราทำอร่อยหรือว่าน้ำจิ้มที่ซื้อมามันอร่อย หรือว่าทั้งสองอย่าง หรือว่าวันๆหนึ่งเรากินข้าวแค่วันละมื้อสองมื้อ มันเลยรู้สึกหิว อะไรก็เลยอร่อย แม้แต่อะไรที่มันซ้ำซากจำเจก็ยังอร่อยไม่รู้เบื่อ แต่ว่าไปแล้วเราก็กินจำเจอยู่แล้ว กินข้าวกินอยู่ได้(ก็บ้านปลูกข้าว) ทุกวันก็กินข้าวจากผืนนาบ้านตัวเอง ข้าวที่ใส่บาตรก็ข้าวจากที่มาแหล่งเดียวกัน ข้าวจานไหนก็ไม่สู้ข้าวของเราเอง หลายขั้นตอนที่เรามีส่วนในขบวนการกว่าจะกลายมาเป็นข้าวสุกร้อนๆ มันมีความภาคภูมิใจ ภูมิใจที่บ้านของเราทำนาเอง มีกิน ไม่ต้องซื้อข้าวใครกิน วันไหนที่ซื้อข้าวคนอื่นกิน ให้สำนึกในใจ ว่าเราอยู่ในสถานะที่สมควรซื้อแล้วหรือในตอนนั้น

          โดยส่วนตัวไม่ชอบเข้าไปนั่งกินหรือซื้อของกินในร้านแฟรนไชส์ชื่อดังทั้งหลาย(เพราะไม่มีตังค์) เป็นความรู้สึกไม่เชิงต่อต้าน แต่ไม่สนับสนุน ไม่อุดหนุน ชีวิตนี้กินก็แค่อิ่ม อร่อยบ้างตามอัตภาพ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อคุณค่าเทียมของอาหารที่มันแพงไป กินเพื่อความเพลิดเพลิน เมามัน สนุกสนาน ประดับตกแต่งในตัวอาหารหรือในตัวสถานที่ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ในตัวเอง เหล่านี้ล้วนเป็นของเทียมที่บวกราคาเข้าไป แต่ที่จริงเรากินเพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพร่างกายที่เราอาศัยนี้ คือเพื่อดับความหิว ที่เป็นทุกข์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ให้เบาบางในแต่ละมื้อแต่ละวัน เพื่อมีชีวิตสร้างประโยชน์ในโลกนี้ต่อไป

          การกินเหลือในแต่ละครั้งให้สำนึกไว้ด้วยว่า ยังมีคน สัตว์ สิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่มีความหิวโหย เป็นไปได้ไหมที่จะทำเท่าพอกิน ซื้อเท่าที่พอกิน ถ้าจะกินไม่หมดก็ให้แบ่งปันก่อน ถ้าแบ่งแล้วอะไรแล้วเรายังกินเหลืออีก ก็ให้มองเห็นสัตว์อื่นๆ หมู หมา เป็ด ไก่ ไม่ว่าจะเป็นที่เลี้ยงไว้หรือจรมาก็ตาม มันก็ยังพอมีประโยชน์ต่อพวกเขาเหล่านั้น แม้ที่บ้านจะไม่ได้เลี้ยงหมาแล้ว แต่ก็ยังมีหมาจากบ้านอื่นมารอ เวลาล้างถ้วยล้างจาน เศษอาหาร ก็ยังสาดออกไป ให้เป็ดให้ไก่ หรือถ้ามีเศษผัก เศษอาหารมากก็อาจจะรวบรวมไว้ให้คนที่เขาเลี้ยงสัตว์มารับเอาไปเลี้ยงสัตว์เขา หรือจะนำมาหมักเป็นอาหารหรือเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้อะไรก็แล้วแต่ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดของอาหาร ไม่เพียงมองแค่อิ่มท้องเราเท่านั้น แต่เป็นการเผื่อไปยังคนอื่น สัตว์และสิ่งมีชีวิต รวมทั้งสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่จะได้ประโยชน์จากแนวความคิดของคนที่รู้จักคิดและลงมือทำตามแนวคิดที่ถูกที่ควร ทำอย่างคนมีปัญญา มีความเมตตากรุณา มีความเข้าใจในชีวิต มุ่งปรับปรุงคุณภาพทางจิตวิญญาณ(โอ้โห) นี้แหละการกินอย่างมีศิลปะ มันต้องมีความละเอียดอ่อน ปราณีต มองให้ลึก มองให้เห็น และแสดงมันออกมาในรูปแบบของการดำเนินชีวิต

          พูดเรื่องสุกี้ก็เลยวกเข้าไปเป็นธรรมะอีกจนได้

Posted on 30/06/2011, in ธรรมะ, นานาสาระ, พูดเรื่องบุญ. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: