เราจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

เราจะประสบความสำเร็จจากการทำการเกษตรแบบยั่งยืนนี้ได้อย่างไร

      เกษตรกรและนักคิดทางการเกษตรอื่น ๆ มีการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายที่แข็งแกร่งโดยอาศัยหลักการเพื่อให้เกิดความยั่งยืนบนพื้นฐานของการดูแลเศรษฐกิจและความยุติธรรม ผู้ผลิตและนักวิจัยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นประจำทุกปี นี่เป็นอีกก้าวของการปรับปรุงในระบบเกษตรเชิงนิเวศที่กำลังทำให้เครือข่ายของพวกเขามีประสิทธิภาพมากขึ้นและผลกำไรจากการดำเนินงาน มีสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์ทางการเกษตรเพิ่มขึ้นและวิทยาลัยเกษตรกรรมที่จะมารองรับการปฏิบัติการอย่างยั่งยืนนี้ และเกษตรกรที่เล็งเห็นถึงคณค่าและความสำคัญภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีมาแต่โบราณ ผลตอบแทนทั้งทางเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตของตัวเอง สิ่งแวดล้อม สังคมจากระบบการทำเกษตรแบบยั่งยืนเหล่านี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี สินค้าเกษตรอินทรีย์ควรที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่วางขายในร้านขายของชำในชุมชน หรือจะเป็นตลาดนัดยามเช้าหรือยามเย็น หรือร้านค้าสหกรณ์ภายในชุมชน เพื่อให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าเหล่านี้กันภายในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสดหรือสินค้าแปรรูปที่เป็นอินทรีย์อย่างแท้จริง ใครปลูกพืชชนิดใด ใครแปรรูปสินค้าใดก็เอามาขาย แลกเปลี่ยน ช่วยกันซื้อกันขายในชุมชนในเครือข่าย ค่อยสร้างความเข้มแข็งทางตัวสินค้า มาตรฐานราคา ระบบการจัดหน่าย รวมไปถึงการส่งเสริมทางการตลาด ให้สินค้าเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับ นี่คือสิ่งที่จะต้องค่อยๆสร้าง เริ่มจากสินค้าที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน ที่มีขบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีที่ไม่สลับซับซ้อนอะไรมาก มีการรวมกลุ่ม มีการร่วมทุน แล้วค่อยๆเติบโตไปช้าๆ ด้วยความมั่นคง นี่คือตัวอย่างของแนวคิด ที่หลายกลุ่ม หลายชุมชนเริ่มมีความเข้มแข็งแล้ว จุดเริ่มต้นผมว่ามันจะต้องเกิดจากครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่ง ทำเกษตรยั่งยืนให้สำเร็จเห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และสิ่งได้เห็นนั้นสามารถสะท้อนลึกลงไปถึงระดับนามธรรม ส่วนของจิตสำนึก เห็นถึงผลดีที่จะเกิดขึ้นตามหาทั้งกับตัวเองและสังคม เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการคิดและออกมาเป็นการลงมือปฏิบัติ การแนะนำหรือการขยายผลด้วยวิธีดังกล่าวนี้ จะได้ผลมากกว่า คือจะต้องสร้างต้นแบบต้นแรกเพื่อหยั่งรากลงไปก่อน เหมือนจะเริ่มทำสวนนึกอะไรไม่ออกปลูกกล้วยไว้ก่อน กล้วยนี่แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของความหลากหลายภายในสวนเกษตรแบบยั่งยืน

      กลุ่มเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ผู้บริโภค และนักเคลื่อนไหวระดับรากหญ้า กำลังทำงานเพื่อสร้างตลาดท้องถิ่นและกำหนดนโยบายให้กลุ่มเกษตรกรดังกล่าวเพื่อที่จะสนับสนุนการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน พวกเขาเหล่านี้กำลังทำงานเพื่อสร้างความตระหนักของผู้บริโภคเกี่ยวกับวิธีการของพวกเขา คือ เรื่องพืชที่เป็นอาหารเหล่านั้น มีการเจริญเติบโตอย่างไร ขบวนการดังกล่าวมีอะไรเกิดขึ้นบ้างและดำเนินการไปอย่างไร วิธีการเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์เขาทำกันเช่นไร ดินและน้ำเราจะมีวิธีการฟื้นฟู ดูแลบำรุงรักษากันอย่างไร มีคำพูดประโยคหนึ่งของพ่อผายเกษตรกรดีเด่น จาก จ.บุรีรัมย์ กล่าวไว้ในภาพยนตร์โฆษณา ว่า “เป็นนายกเอง” เพียงแค่สี่คำเท่านั้น ทำให้ผมคิดต่อไปเองเยอะทีเดียว ขอยกตัวอย่างสักนิดหนึ่ง เมื่อเป็นนายกก็ต้องมีการแบ่งหน้าที่การบริหาร เป็นกระทรวง ต่างๆ  บ้านเราก็เหมือนกัน มีเรื่องเศรษฐกิจเหมือนกัน มีเรื่องเรื่องความยุติธรรมที่ต้องดูแลเหมือนกัน มีเรื่องพลังงาน มีเรื่องเทคโนโลยี มีเรื่องเกษตร มีเรื่องแรงงาน แม้แต่การท่องเที่ยวและกีฬาก็ยังมีเลย หรือแม้แต่เรื่องน้ำท่วมบ้านเราก็ต้องมีการบริหารเหมือนกันจัดการระบายน้ำไม่ได้ก็ต้องจัดการตัวเอง รอไม่ได้ มองแยกลงไปอีกในระบบฟาร์มเราก็เป็นนายกอีกเช่นเดียวกัน ถ้าครอบครัวมีหลายคนก็แบ่งงานตามหน้าที่ที่ถนัดและเหมาะสมให้แต่ละคนไป บางอย่างก็ช่วยกัน บางอย่างก็แยกกันทำ คือที่สุดคือการพึ่งตนเองให้มากที่สุดถ้ามองในแง่เกษตรกรก็คือสร้างครอบครัวแบบเกษตรของเราให้เข้มแข็งซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่าย วิสาหกิจชุมชน และอะไรต่างๆที่จะตามมา นี้รากฐานสำคัญของประเทศ ให้เราเปรียบตัวเองเหมือนรากของต้นไม้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลำเลียงแร่ธาตุสารอาหารผ่านไปทางลำต้น กิ่ง ก้าน จนถึงใบซึ่งคือผู้บริโภคในที่สุด ส่วนคำว่ารากหญ้าผมฟังแล้วดูต่ำต้อยด้อยคุณค่า บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นพวกวัชพืชที่เขาไม่ต้องการไปเสียอีก เราจะต้องมองตัวเองใหม่มองให้เห็นคุณค่า ผู้บริโภคเองก็ต้องเห็นคุณค่าของกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน และต้องลงมาสนับสนุนเหมือนกับใบไม้ที่ต้องร่วงหล่นลงมา ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยดิน เป็นอาหารให้แก่รากต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติเป็นวัฏจักรที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ถ้าหากเรามองอุตสาหกรรมบางชนิดเปรียบเสมือนปุ๋ยเคมี สารเคมี โดยที่ปุ๋ยเคมีและสารเคมีต่างทำให้พืชโตไวมีผลผลิตมาก ผลผลิตสวยงาม แต่ก็ได้ทิ้งผลร้ายไว้กับดิน น้ำ อากาศ และทิ้งสารพิษตกค้างไปกับผลผลิตนั้นอีกด้วยทั้งทางตรงและทางอ้อมที่อุตสาหกรรมได้ทำให้ทรัพยากรค่อยหมดไป(หรือว่าอย่างรวดเร็ว) ดิน น้ำ อากาศค่อยๆ เสื่อมเสียไป เกิดมลภาวะ กับสิ่งที่เราต้องพึ่งพาอาศัย เป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิต มีอุตสาหกรรมในลักษณะของฟาร์มขนาดใหญ่ในบ้านเราก็เครือหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยหลายรายต้องล้มหายตายไป ซึ่งครอบครัวของผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ครอบครัวของผู้เขียนเคยเลี้ยงหมูขนาด40-80ตัว เป็นเวลากว่า 10 ปี มีแม่พันธุ์เอง ช่วงหลังก็มีพ่อพันธุ์เอง ขายทั้งลูกหมูและหมูรุ่นให้กับคนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง ก็มาเจอนายทุนใหญ่ สู้ไม่ได้ทำต่อไปคงเหนื่อยเปล่าก็ขายแผงเหล็กกั้นคอก เหล็กทำซองเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ซองคลอดหมู่แม่ลูกอ่อน 4 ชุด สิ่งที่เหลือมีเพียงตราชั่งไว้เป็นที่ระลึก ถ้าจะกลับมาเลี้ยงอีกเห็นมีแต่ระบบการเลี้ยงแบบที่เขาเรียกกันว่าหมูหลุม ซึ่งคงต้องรอพืชพันธุ์อาหาร ระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมมีความพร้อมมากกว่านี้ ซึ่งการมีตรงนี้ทำให้เรามีปุ๋ยคอกไว้ใช้เองระบบฟาร์มของเราจะเกิดวัฏรจักรที่เกื้อกูล ต้นทุน วัตถุดิบนำเข้าจะน้อยลง ซึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ครอบครัวของเราต้องเลิกเลี้ยงหมูนั้นทำให้ผมมีอคติกับบริษัทดังกล่าวนี้มาโดยตลอด คนจำนวนมากได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของเขา และคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ เหมือนกับว่าเราอ่อนแอลง ถึงวันนี้ผมเองได้รู้แล้วว่าความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความไม่รู้จักพอ ความไม่รู้จักประมาณในการบริโภคใช้สอย มันได้ทำให้โลกของเราแย่ลงทุกวันๆ บางครั้งการลงโทษจากธรรมชาติก็ดูเหมือนว่าลำเอียง เป็นไปในลักษณะบุญบังบาป  บาปให้ผลก่อนบุญ หรืออย่างไร คนชั่วถึงได้เป็นใหญ่ คนดีหลบหลี้หนีหน้าเข้าป่าพงไพร ไม่ก็เป็นบริวาลคนชั่ว พุทธทำนายฝันของพระเจ้าประเสนทิโกศล 16 ข้อ มีให้เห็นได้เห็นทุกข้อแล้วในยุคนี้และจะค่อยเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนตัวมองว่าตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อม การใช้ชีวิตอย่างทางสายกลางเท่านั้นที่สามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น และก็มีจุดหมายปลายทาง แน่นอน ไม่มีหลงวนเวียนเนินนานอีกด้วย

       ผมออกนอกเรื่องมาตั้งแต่บรรทัดไหน? กลับเข้ามาอีกครั้ง  ทางสายกลางนั้นไม่มีอะไรที่ตายตัว กลับเข้ามาหรือยัง เกษตรยั่งยืนก็เช่นเดียวกันไม่มีอะไรที่ตายตัว ปรับเปลี่ยนไปตามลักษณะสภาพภูมิประเทศ และปัจจัยอื่นๆอีกหลายอย่าง ซึ่งล้วนแล้วมีผลต่อการบริหารจัดการ พื้นที่ ให้ดูความเหมาะสม แล้วก็เริ่มให้ดี เริ่มให้ถูก วางผังวางระบบให้ดี ตรงไหนจะทำอะไรยังไง วางแผนให้ดี และใช้ทรัพยากรที่มีอย่างรู้ค่าให้คุ้มค่าที่สุด ทำเท่าที่กำลังมี และก็มีเท่าที่จะดูแลได้ ชีวิตนี้น้อยนัก เสียเวลาบ้าสะสมอะไรมากมาย มีมากให้มันเหนื่อย ให้มันเกิดความห่วงแหนทำไม กำจัดออกไปบ้าง แบ่งออกไปเป็นทานบ้าง มีเท่าที่พอสะดวก พอได้ปลื้มใจ มากไปอาจจะหลงใหล ลืมตัว  บางทีมีทรัพย์มากแต่มีปัญญาน้อยมันก็อาจจะทำให้มีโอกาสทำอะไรโง่ๆ ได้มากด้วยเช่นกัน เพราะคิดไม่ได้ ไล่ไม่ทันเพียงเพราะว่าฉันมี ก็จะมีเรื่องบ้าวูบเดียว เรื่องสนุกสนานแบบที่ไม่รู้ว่าตัวโง่ได้อยู่บ่อยๆและมันก็เหน็ดก็เหนื่อยแบบสนุกสนาน  ถ้าหากเราไม่รู้จักใช้ทรัพย์ให้เป็นระวังมันจะใช้เราแทนจนทำเราเป็นทุกข์ มีความเร้าร้อนใจ กังวลใจ เมื่อต้องเสียไปเกิดความเสียใจอาลัยอาวรณ์ในทรัพย์นั้น แล้วยังเหนี่ยวรั้งในเรื่องภพ ชาติ ในเรื่องเวียนว่ายตายเกิดที่เราอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมา  ฉะนั้นในเรื่องของทรัพย์ ทรัพยากรให้รู้จักใช้ ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้เท่าที่จำเป็น คิดเผื่อคนอื่นให้มากขึ้น เห็นแก่ตัวให้น้อยลง โลกเราคงจะน่าอยู่ขึ้นกว่านี้เยอะ ขอฝากไว้เพียงเท่านี้.

Posted on 10/10/2011, in เกษตรเพื่อชีวิต. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: