ผลิตผลของคนสวน

สวนลุงชัย ตามวิถีเกษตรพอเพียง

          วันนี้ที่สวนลุงชัยกำลังเกิดความหลากหลาย ทั้งพืชล้มลุก พืชยืนต้น ค่อยๆเป็นไปอย่างช้าๆ ตลอดระยะเวลา5-6 ปี ของการปรับปรุงรูปแบบการทำสวนตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่(ว่าไปแล้วก็ไม่ค่อยจะมีอะไรหรอก) มีการปลูกพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปีบนแปลงสวนผักได้ 3 ปี แล้ว และช่วงนี้ที่สวนกำลังรวยมะเขือ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเปาะ มะเขือยาว มะเขือเทศ มะเขือพวง และแปลงปลูกพริก สำหรับแปลงพริกได้ถูกแปลงร่างมาจากแปลงปลูกกระเทียม ถอนกระเทียมออกเป็นแปลงพริกทันทีเลยทีเดียวเชียว ไปแอบปลูกแซมไว้ก่อนตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกว่าจะต่อเนื่องกันเกิน(ขี้เกียจขุดหลุม) แต่ก็มีอีกกว่าครึ่งที่ต้องขุดหลุมปลูก สำหรับกระเทียมที่ได้ในปีนี้ก็ยังไม่พอใจเท่าที่ควร เพราะเปลี่ยนที่ปลูกใหม่ เป็นปีแรก ก็ทำให้หัวที่ได้มีหลายขนาด เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง สวนแปลงที่เดิมที่เยปลูกก็ปลูกเหมือนกันแต่ปลูกกระเทียมน้อยหน่อย แต่ปลูกหลายอย่าง หอมแบ่งบ้าง มะเขือ ต่างๆบ้าง พริกบ้าง และยังให้เพื่อนบ้าน ญาติๆ มาปลูกด้วย แบ่งๆพื้นที่กันไป ขนาดแบ่งพื้นที่ทำกันหลายคนยังไม่เต็มพื้นที่เพาะปลูกเลย ไถไว้ 10 ส่วน ทำไปเพียง 7 ส่วน ที่จริงอาจจะเต็มก็ได้ เพราะมีบางส่วนไปทำแบบขั้นบันได ริมรั้วริมสระ (จุดเริ่มต้นของเกษตรอินทรีย์ มันจะไม่อินทรีย์ก็ตรงปุ๋ยขี้ไก่นี่แหละ) ทำด้วยแรงล้วนๆ ทั้งการเตรียมดินและการรดน้ำ ทำแบบจุ๋มจิ๋มจุ๋มจิ๋ม ทำแบบนี่นิดนั่นหน่อย ดูไปแล้วก็น่ารักอ่ะ! ตอนนี้ได้ต่อท่อปั้มน้ำไปแล้ว(เริ่มขี้เกียจแล้วว่างั้น อันที่จริงโง่มานานมากกว่า) ต่อไปจะขี้เกียจมากกว่านี้ ปีนี้จะเริ่มวางระบบสปิงเกอบ้างบางส่วน(ที่ปลูกกระเทียมที่ใหม่) ส่วนที่เดิมก็คงลากสายยางกันเหมือนเดิม ปีนี้ทางบ้านมีกระเทียมเยอะมากเลยสำหรับที่จะปลูก ไม่แน่อีกไม่กี่ปีอาจปลูกกระเทียมกันเป็นไร่แน่ๆ(รวมของคนอื่นด้วย) ดินก็คงจะเริ่มดีขึ้นไปเรื่อย ผลผลิตที่จะได้ก็น่าจะได้เป็นที่น่าพอใจมากกว่าปีที่ผ่านมา สำหรับพื้นที่ปลูกกระเทียมที่ใหม่ ครั้งแรกเราใช้รถไถมาไถบุกเบิก แต่ครั้งต่อไปอาจไม่ต้องแล้ว เพราะรถไถเข้าไม่ได้แล้ว เพราะมีการปลูกสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนเก็บเกี่ยวผลผลิตและเตรียมดินไม่ค่อยจะพร้อมกัน ซึ่งก็อาจจะเป็นข้อดีที่จะได้มีอะไรสลับสับเปลี่ยน หมุนเวียน ที่จะต้องดูแลกันไป โดยเฉพาะการเตรียมดินซึ่งเป็นงานหนัก และเหนื่อย แต่ถ้าเมื่อใดดินดี มีความร่วนซุย มีอินทรีย์ธาตุวัตถุมาก การเตรียมดินก็จะค่อยๆเบาลง ก็หวังว่าอีกไม่กี่ปีดินจะเป็นอย่างนั้น ปลูกอะไรก็ง่าย ก็งาม ยากแต่กับฝนฟ้า อากาศนี่แหละ โดยเฉพาะช่วงนี้ร้อนเหลือเกิน เดือนมีนา ร้อนอย่างกับเดือนเมษา งานนี้แล้งกันยาว ถ้าเดาเล่นๆ ปีนี้ฝนอาจจะมาเร็ว ถ้าเป็นชาวนาก็เดาใจฟ้าเดาใจฝนกันไป ว่าจะหว่านจะดำอะไรกันตอนไหน ว่าไปเดี๋ยวนี้คนก็ไม่ค่อยดำนากันแล้ว ต้องคนสู้จริงๆ ถ้าจะจ้างคนอื่นก็แพงด้วย เดี๋ยวนี้ก็จะหว่านซ่ะป็นส่วนมาก เรื่องเก็บเกี่ยวก็รอรถเกี่ยวอย่างเดียว นานก็รอ ต้นเดือนธันวาก็เสร็จกันหมดแล้ว ช่วงเดือนพฤศจิกาคนบ้านทุ่งได้ยินแต่เสียงรถเกี่ยวจากช่วงสายไปจนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันจนถึงตีหนึ่งตีสอง(เวลาเงินเวลาทองจริงๆ) ไปนอนทุ่งนาหาความสงบเงียบช่วงนี้ก็รอจนดึกหน่อย ไม่หน่อยแหละมากเลยทีเดียว วันที่ทุ่งนากลับมาสงบอีกครั้งก็เริ่มมีเสียงสนูว่าวดัง ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง สำหรับช่วงร้อนๆอย่างนี้ก็ได้ก็ได้ลมทุ่งพัดเย็นๆพัดผ่านสระน้ำ ดีกว่านอนในอาคารบ้านเรือนอีก(แล้วแต่คนชอบ) คนลูกทุ่งแบบผมชอบอะไรแบบนี้อะไรๆประมาณนี้แหละ หัวค่ำหน่อยก็เป่าขลุ่ย ผมว่าคนที่ชอบวิเวก ชอบสันโดษ ชอบชีวิตที่เรียบง่าย ชอบวิถีการใช้ชีวิตแบบเก่าๆ ได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ มีอิสระทางความคิดจิตใจ ไม่หลงยึดติดวัตถุสิ่งเสพ อยู่ง่าย กินง่าย มีความสุขง่ายๆ ความสุขที่ไม่ต้องรอ แหละนี่คือผลิตผลที่ดีที่สุด

          ในยุคที่เงินสำคัญ ได้ทำให้คนเรา ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานหาเงิน ต้องจากบ้าน ห่างครอบครัว มีชีวิตอยู่ด้วยความเร่งรีบ มีแรงบีบบังคับ มีภาวะกดดัน เกิดความเครียด เป็นทุกข์ง่าย หาสุขได้ยาก เพราะอะไร อันนี้ตอบยาก สภาพสังคม กระแสสังคม สิ่งแวดล้อมส่วนหนึ่ง และอีกส่วนก็น่าจะเป็นตัวเราที่ไม่รู้ว่าตนเองเกิดมาทำไม มีชีวิตอยู่กันเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งที่ควรจะได้ ค่านิยมของสังคมทุกวันนี้ทำให้มนุษย์โง่หนักขึ้นวัน ความต้องการของมนุษย์ที่ไม่เคยพออยู่แล้ว ได้ถูกกระตุ้นให้มีความต้องการทะยานอยากมากขึ้น กิน ใช้ สะสม สิ้นเปลืองกันมากขึ้น วันนี้ดูเหมือนว่ามนุษย์มีความสะดวกสบายมากขึ้น มีความเจริญทางวัตถุมากขึ้น ไม่ได้ทำงานหนักเหมือนคนสมัยแต่ก่อน อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมพูดถูกไหม คนยุคนี้อาจจะทำงานหนักกว่าก็ได้ ทั้งกำลังกาย ทั้งกำลังความคิด จนไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน มีวันหยุดพักผ่อนบางที่ก็ไม่หยุดพักผ่อน ต้องไปเที่ยวพักผ่อน ไปที่ๆไปไกลเหนื่อยอีก จะมีไหมชีวิตที่การงานเป็นเรื่องเพลินๆเป็นเรื่องพักผ่อน ทำจนลืมเวลา ลืมกินข้าวกินปลา เวลาทำงานก็มีความสุขขณะทำงาน แม้จะตากแดดเหงื่อไหล ไข่ย้อย(เฮ้ย!) ถูกแล้ว (ไคลย้อย) ไข่ย้อยนั่นและถูกแล้ว คือทำงานด้วยความพอใจ มีสติ จิตใจจดจ่อกับงานที่ทำ ทำด้วยความถูกต้อง นี่เรียกว่าทำงานก็ปฏิบัติธรรมได้ ใจสบายไม่เป็นทุกข์ไม่เผาลน ทำงานในสภาพจิตใจแบบนี้ก็เรียกว่ามีธรรมะ ท่านพุทธทาสว่าไว้ ผมก็ขำนะ บางคนไถนาโครมๆตากแดดตากฝนอยู่กลางทุ่งนาก็มีธรรมะได้เมื่อทำไปด้วยความถูกต้อง ถูกต้อง มีความสุขในจิตในใจ แต่บางคนไปนั่งหลับตาเหมือนทำสมาธิอยู่ตามวัดตามวา ทำไม่ถูกต้อง ใจมันก็ทุกข์ ไม่มีสติประคอง ความคิดจิตใจวิ่งวุ่น นี่แหละของมันไม่แน่ คนหนึ่งเหมือนจะดูดีมีความสุข อีกคนหนึ่งดูเหมือนไอ้บ้าท่าทางทุกข์ยากลำบาก แต่ใจเขาที่เราไม่เห็น ว่าเป็นเช่นไร สุขทุกข์อยู่ที่ใจ แล้วทำยังไงใจจะเป็นสุขได้ง่ายๆ อันนี้เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลแล้ว ลองศึกษาดู ไม่ต้องไปเสียค่าลงทะเบียนเรียนเป็นนักศึกษาหรือหาครูที่ไหนไกล  ตลอดชีวิตเราศึกษาไปเรียนรู้ข้างนอกมามากมาย ซึ่งบางครั้งบางคนก็ไม่ได้มีปัญญามากขึ้น แต่อาจจะโง่หนักกว่าเก่ามีความถือตัวถือตนมากขึ้น หรือมีมานะ เกิดมิจฉาทิฐิ คือความรู้ความเห็นที่ผิด ทำให้เกิดการดำเนินชีวิตที่ผิดคันลองคลองธรรม ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท หากแต่เราหันกลับมาศึกษาที่ตัวของเราเอง จิตใจเราเอง ด้วยการศึกษาที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อละกิเลสขั้นต่างๆตามลำดับ จากหยาบไปถึงละเอียด วันนี้เรามีคำสอนดีๆเยอะ แต่น่าเสียดายที่เราไม่ค่อยได้สนใจศึกษา และปฏิบัติ จึงทำให้ผู้คนในทุกวันนี้หาผู้ความสงบสุขทางจิตใจได้น้อย ทุกคนต่างถูกกิเลสเผาลนอยู่ตลอดเวลา มีความหิว ความอยาก บ่อยๆ และวิธีแก้ของคนทุกข์วันนี้ก็คือ หาเงินให้ได้มาก เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง นั่นคือตัณหา ตัณหาถ้าอยู่ในระดับที่พอดีก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่วันนี้ตัณหาของมนุษย์ยุคนี้ได้เร่งให้ผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อมเสื่อมตามมา วิชาเศรษฐศาสตร์แบบตะวันตกที่เราเรียนกันนำมาขับเคลื่อนประเทศกันทุกวันนี้ในความรู้สึกผมแล้ว ผมว่ามันแย่แล้ว มันทำให้ผู้คนในสังคมเห็นแก่ตัวมากขึ้นๆ เอารัดเอาเปรียบกันในสังคมมากขึ้น คุณธรรมในจิตใจน้อยลง สังคมแตกแยก ชิงดีชิงเด่น ปัญหาของคนก็มาก ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็มาก ยังมีอะไรน่าตื่นเต้นอีกมายรอคุณอยู่ หากคุณมีชีวิต ยุคโลกเจริญหรือโลกยุคเสื่อมกันแน่ เกิดมาคนเดียวตายคนเดียว ระหว่างมีชีวิตอยู่นี้ควรรู้จักตัวเอง เข้าใจชีวิตตัวเอง ด้วยสัมมาทิฏฐิ ดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง ด้วยความพอดี ผลิตผลคือความสบายใจแน่นอน หากเหตุถูกผลถูกแน่นอน ถ้าถูกแล้วถูกแสดงว่าถูกแล้ว แต่ถ้าถูกแล้วผิดมันก็แสดงว่าไม่ถูกซึ่งก็คือผิด นี่มันตรรกะอะไรเนี๊ยะ ยิ่งพูดยิ่งเลอะ เขียนเรื่องอะไรเนี๊ยะ ห้า! ผลิตผลของคนสวน แล้วเขียนอะไร โลกร้อน คนก็ร้อนกายร้อนใจ เอาของเก่ามาเล่าใหม่อีกแล้ว ขอโทษที อันที่จริงผลิตผลของคนสวนที่ควรจะได้ ก็คือด้านความคิดจิตใจ สติ ปัญญา เวลาเพื่อครอบครัว สังคม ชุมชน สุขภาพกายสุขภาพใจ  และอาจจะลดโลกร้อนได้ อย่างน้อยก็สวนเขาเองนั่นและ ถ้าพูดแค่นี้ก็จบตั้งแต่นานแล้ว ครับวันนี้เอาแค่นี้ หลังจากที่ไม่ได้เขียนอะไรมานาน และก็เป็นคนโลเทคฯ ตามประสาเด็กบ้านนอก ขาดการพัฒนา ดูแต่ว่ารูปที่เอามายังไม่ใช้โปรแกรมโรโบคอปตัดต่อเลย ถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม ล้าง อัดออกมา วางๆแล้วก็ถ่ายออกมาอีกที แล้วก็ไปล้าง แล้วอัดแล้วเอาไปสแกน(จริงดิ๊) โอเวอร์มากไปล้างใช้กล้องฟิล์มครั้งเดียวก็เปลืองพออยู่แล้ว โอกาสต่อไปภาพคงชัดกว่านี้ และจะไปฝึกใช้โปรแกรมโรโบคอป cs อะไรแล้วก็ไม่รู้ ที่มีอยู่ก็ยังไม่ค่อยได้ใช้เลย เรื่องจริงครับ ที่ไม่ค่อยได้ใช้ ยอมรับว่าตามซอฟแวร์ไม่ทันและเทคโนโลยีอื่นด้วย เหตุผลคือที่มีอยู่ยังไม่ค่อยได้ใช้เลย แม้จะเก่าก็ยังใช้ได้เป็นที่น่าพอใจอยู่ และที่สำคัญอีกอย่างไม่ค่อยมีตังค์นั่นเอง ว่าแล้วก็ควรจบได้แล้ว สวัสดี.

Posted on 22/03/2012, in Uncategorized. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: